วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

ความสำเร็จไม่มีข้ออ้าง

ความสำเร็จไม่มีข้ออ้าง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                คนจำนวนมากที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักมีข้ออ้างต่างๆมากมาย ซึ่งข้ออ้างต่างๆ มักจะทำให้ตนเองจะได้ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด การกระทำ เช่น ข้ออ้างฉันไม่มีวันประสบความสำเร็จเนื่องมาจาก  อายุมากแล้ว , ร่างกายไม่สมประกอบ , หน้าตาไม่ดี , เป็นคนต่างจังหวัดคงสู้คนกรุงเทพฯไม่ได้ , การศึกษาไม่สูง , ไม่มีเวลา , เกิดมายากจน ฯลฯ
                แต่แท้ที่จริงแล้ว ข้ออ้างดังกล่าว เป็นเพียงสิ่งที่เราคิดปรุงแต่งไปเอง ความคิดของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักคิดในทางลบมากกว่าคิดในทางบวก อีกทั้งในความเป็นจริง บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่มีข้ออ้างดังกล่าว เช่น
-                    ข้ออ้างเรื่องอายุมากแล้ว ผู้พันฮาร์แลนด์ ดี.แซนเดอร์ส์ เจ้าของไก่ทอด เคนตั๊กกี้ อายุตั้ง 66 ปี แล้วพึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ อีกทั้งชีวิตในอดีต เขาพบความล้มเหลวมาตลอดชีวิต ทั้งนี้หากผู้พันฮาร์แลนด์ ดี.แซนเดอร์ส์ คิดว่าตนเอง อายุมากแล้ว พวกเราคงไม่ได้รับประทานไก่ทอดที่อร่อยและคนรู้จักไปทั่วโลกในขณะนี้
-                    ข้ออ้างเรื่องร่างกายไม่สมประกอบ นิค วูจิซิค คนพิการหัวใจสู้ เขาเกิดมาไม่มีมือ มีแขน ขา ทั้งสองข้าง แต่เขาก็สามารถดำรงชีวิตได้เหมือนกับคนโดยปกติ อีกทั้งยังสามารถทำอะไรอีกหลายอย่าง บางอย่างคนปกติที่ไม่มีความพิการ ก็ไม่สามารถทำได้ เช่น การว่ายน้ำ , การพูดต่อหน้าที่ชุมชน ฯลฯ ปัจจุบันเขาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนไปทั่วโลก
-                    ข้ออ้างเรื่อง หน้าตาไม่ดี หลายท่านอยากเป็นดารา นักร้อง นักแสดง แต่มีข้ออ้างให้กับตนเอง แต่ความเป็นจริงแล้ว ในยุคปัจจุบัน คนหน้าตาไม่ดี เป็น ดารา นักร้อง นักแสดง กันมากมาย ดังที่เราจะเห็นได้ตามสื่อต่างๆ
-                    ข้ออ้างเรื่อง เป็นคนต่างจังหวัดคงสู้คนกรุงเทพฯไม่ได้ ข้ออ้างนี้ เป็นปมด้อยของคนต่างจังหวัดหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา วิทยากร นักร้อง นักแสดง ฯลฯ แต่ความจริงแล้ว มันเป็นเพียงแค่ความคิด คนต่างจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีความสามารถ มีตั้งมากมาย บางคนมีความสามารถและประสบความสำเร็จมากกว่าคนกรุงเทพฯ อีกต่างหาก
-                    ข้ออ้างเรื่องการศึกษาไม่สูง เป็นข้ออ้างสำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จบางกลุ่ม  แต่ในโลกปัจจุบัน คนที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ บางคนยังไม่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำไป แต่มีความสามารถจ้าง คนที่จบปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ทำงานให้ เช่น สตีฟ จอบส์ , บิล เกตต์  , เฉินหลง ฯลฯ
-                    ข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลา คนเรามีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เขาสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมาย ซึ่งแตกต่างกับบุคคลที่ล้มเหลว มักมีข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลา เมื่อผู้ที่ประสบความสำเร็จเขาสามารถบริหารเวลาได้ เราทุกคนก็ต้องสามารถบริหารเวลาได้เช่นกัน
-                    ข้ออ้างเรื่องเกิดมายากจน เป็นข้ออ้างของคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการความร่ำรวย แต่ตนเองไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่พ่อแม่ร่ำรวย แต่ในความเป็นจริง หากว่าพวกเราได้มีโอกาสอ่านประวัติของเศรษฐี มหาเศรษฐี เราจะพบว่า มหาเศรษฐีจำนวนมาก เกิดมาก็ไม่ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย หากแต่เขามาสร้างเนื้อสร้างตัวในภายหลัง
และยังมีข้ออ้างอีกตั้งมากมาย ซึ่งข้ออ้างต่างๆ มีเหตุผล ประกอบร้อยแปด ซึ่งเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผล
ส่วนตัวของบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในการใช้อ้าง เพื่อที่หาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จ ท่านต้องปราศจากข้ออ้างใดๆ ท่านต้องมีเป้าหมายชัดเจน ท่านต้องลงมือกระทำเพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างจริงจัง และท่านต้องมีพัฒนาปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ

เคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์

เคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมทั้งเรื่องการบริหารงาน มักจะต้องเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เนื่องจากการทำงานในองค์กร ในหน่วยงาน คนเราจะต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่นๆ การสร้างมนุษย์สัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการทำงาน แต่สำหรับบทความฉบับนี้ กระผมขอพูดในหัวข้อเรื่อง “ เคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์ ” เนื่องจากเรื่อง “การสร้างมนุษย์สัมพันธ์” มีคนพูดและเขียนกันมากแล้ว สำหรับเคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์มีดังนี้
                1.อย่าพูดคำว่า ขอบใจ ขอบคุณ ขอโทษ และคำชมต่างๆ ออกจากปากคุณเป็นอันขาด เมื่อมีใครมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ เราไม่ต้องใช้คำพูด ขอบใจ ขอบคุณ กับคนที่ให้ความช่วยเหลือกับเรา หรือ เมื่อเราทำผิดกับใคร เราไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวคำว่า ขอโทษ ใดๆ ออกจากปากเรา และที่สำคัญ คุณต้องไม่ชื่นชมหรือยกย่องใครๆ ถึงแม้คนนั้นจะเป็นคนที่เรารู้จักหรือสนิทก็ตาม
                2.เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกของผู้อื่น เราต้องคิดว่า ความคิดของเราถูกต้องเสมอ ความคิดของผู้อื่นผิดหมด อีกทั้งเราไม่ควรจะต้องฟังความคิดเห็นของใครๆ และถ้าใครมีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา คนนั้น ต้องเป็นศัตรูของเราเสมอ อีกทั้งเมื่อเราจะทำอะไร เราต้องคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของตนเองก่อน ไม่ควรมีน้ำใจใดๆ กับใครทั้งสิ้น
                3.พยายามจับผิดคนอื่นให้มากๆเข้าไว้  ถ้ามีใครสนทนากับเรา เราควรจับผิดแล้วรีบแย้งคู่สนทนาทันที แล้วรีบชี้แจ้งไปว่า เขามีความคิดที่ผิด พยายามบ่นหรือให้ข้อมูลแก่เจ้านายฟังถึงความผิดของเพื่อนร่วมงานทุกๆคน เมื่อพูดคุยกับใคร เราควรฟังให้น้อยที่สุด พยายามพูดให้มากเข้าไว้ และขัดจังหวะคู่สนทนาบ่อยๆ อีกทั้งควร กล่าวตำหนิติเตียน ผู้อื่นเป็นประจำ
                4.ไม่ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ควรพูดหรือทำตามอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโกรธ ความโลภ ความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจ จงทำให้ตนเองสบายใจที่สุด คนอื่นๆจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องไปเกรงใจใคร ไม่ต้องไปกลัวใคร ไม่ต้องไปปรับตัวให้เข้ากับใครหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น
                5.ควรพูดคำที่ไม่สุภาพ คำหยาบคาย ให้มากเข้าไว้ ไม่มีความจำเป็นต้องสุภาพอ่อนโยน ควรโอ้อวดตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คนอื่นๆได้ชื่นชมว่าตนเองเก่งกว่าใครๆ ไม่ควรยิ้ม ควรวางตัวให้คนอื่นเกรงกลัว  ไม่ควรจดจำชื่อคนอื่น ไม่ควรทักทายคนอื่นก่อน เขาต่างหากที่สมควรจดจำชื่อของเรา และคนอื่นต้องทักทายเราก่อนเสมอ
                หากใครสามารถทำได้ตามคำแนะนำข้างต้น กระผมเชื่อแน่ว่า ท่านเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำลาย มนุษย์สัมพันธ์ จงกระทำแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ

หลักการนำเสนออย่างได้ผล

หลักการนำเสนออย่างได้ผล
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                                กุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานหรือการดำเนินชีวิตมีด้วยกันหลายดอก แต่กระผมเชื่อแน่ว่าการนำเสนอที่ดีและมีประสิทธิภาพคือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำ ทุกๆท่านไปสู่ความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้เร็วกว่าคนอื่นๆ
                                การนำเสนอที่ดี มักทำให้นักขาย ขายของได้ง่ายและมากขึ้น การนำเสนอที่ดี มักทำให้นิสิต นักศึกษา เกิดความประทับใจและอยากที่จะเข้าเรียนในรายวิชานั้น การนำเสนอที่ดี มักทำให้นักการเมือง  ผู้นั้นได้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากขึ้น และ การนำเสนอที่ดี มักทำให้ผู้ที่ฝึกฝนได้รับประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง หน้าที่ การยอมรับนับถือ ฯลฯ
                                ดังนั้น การเรียนรู้หลักการ ขั้นตอน การนำเสนอ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับขั้นตอนของการนำเสนอที่ดีมีดังนี้
                1.เตรียมให้พร้อม การเตรียมตัวถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ ปัจจัยหนึ่งของการนำเสนอที่ดี หากมีการเตรียมตัวมาน้อย การนำเสนอก็อาจไม่เป็นที่ประทับใจ การเตรียมควรเตรียมตั้งแต่
1.1. การวิเคราะห์ว่าผู้ฟังคือใคร ผู้ฟังมีจำนวนเท่าไร  ผู้ฟังเขาอยากฟังเรื่องอะไร ประเด็นไหน ผู้ฟังมีความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเนื้อหาที่เราจะนำมาเสนอมากน้อยแค่ไหน เพราะการวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรานำเสนอได้ตรงกับหัวใจของผู้ฟัง
1.2. การวิเคราะห์สถานที่ในการนำเสนอ ว่าสถานที่ที่เราจะนำเสนอเป็นห้องประชุม เป็นสวน เป็นชายหาด เป็นสถานที่แบบต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์อะไรช่วยในการนำเสนอบ้าง เช่น ใช้เครื่องขยายเสียง , สิ่งของต่างๆที่ประกอบการนำเสนอ เป็นต้น
1.3.การวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำเสนอ การเตรียมเนื้อหา เป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก เราควรรวบรวมข้อมูลที่จะนำเสนอมาให้ได้มากที่สุด แล้วจึงคัดเลือกข้อมูลหรือเนื้อหาเฉพาะที่เราจะนำไปนำเสนอ อีกทั้งต้องควรกำหนดรูปแบบที่จะนำเสนอ ว่าเราจะทำเสนอรูปแบบใด เช่น เราจะนำเสนอโดยรูปแบบเล่าเรื่องราว หรือ นำเสนอรูปแบบโดยใช้หลักวิชาการ หรือ นำเสนอรูปแบบเป็นทางการ ไม่เป็นทางการ หรือผสมผสานระหว่างเป็นทางการกับไม่เป็นทางการ ฯลฯ
1.4.การวิเคราะห์การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการนำเสนอ ว่าเราจะใช้อะไร ในการเป็นสื่อที่จะนำเสนอ เช่น เครื่องฉายแผ่นใส คอมพิวเตอร์ Ipad  กระดาน โปสเตอร์ คลิปภาพยนตร์ ฯลฯ ทั้งนี้คงต้องวิเคราะห์ผู้ฟังและความสามารถในการนำเครื่องมือไปใช้ของผู้ที่ นำเสนอ
                2.ซ้อมให้ดี  เมื่อเราเตรียมสิ่งต่างๆในข้อที่ 1  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราต้องลองนำเนื้อหา อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ มาฝึกซ้อม อาจจะทำเนื้อหาเป็นโน้ตย่อ ฝึกซ้อมโดยการพูดด้วยตนเอง แล้วก็เปิดโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ไปตามเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งปัจจุบันนั้น เทคโนโลยีมีความทันสมัย ทำให้การฝึกซ้อมเป็นไปได้ง่าย เช่น มีโปรแกรมนำเสนอผ่านคอมพิวเตอร์ , การเปิดคลิปภาพยนตร์ประกอบในช่วงต่างๆ ของเนื้อหา ว่าส่วนเนื้อหาใดเราจะเปิดคลิปภาพยนตร์ตรงไหน  , การใช้โปสเตอร์ประกอบการนำเสนอว่าควรอยู่ในเนื้อหาส่วนใด ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำเสนอของผู้นำเสนอแต่ละคน
                3.นำเสนออย่างมั่นใจ เมื่อถึงเวลาในการนำเสนอ เราควรนำเสนอแบบมั่นใจในตนเอง เพราะถ้าเนื้อหาเตรียมตัวมาอย่างดี การฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการนำเสนอ แต่หลายๆคน ยังคงเป็นโรคปอด(แหก) เราอาจใช้เทคนิคบางอย่างเข้าช่วยได้ เช่น การใช้ Power Words หรือ หาคำที่มีพลังมาปลุกกำลังใจของตนเอง ( ตัวอย่าง “การพูดในเรื่องนี้เรารู้ดีที่สุด” หรือ “ใครเต็มที่ไม่เต็มที่ไม่รู้แต่เราต้องนำเสนออย่างเต็มที่” หรือ  “สู้ตาย” หรือ “ฉันทำได้” ) แล้วก็ขึ้นเวทีพูดด้วย เสียงดัง ฟังชัด ด้วยความมั่นใจ
                4.รับมือกับการตอบคำถาม ในช่วงที่เตรียมข้อมูล การวิเคราะห์ผู้ฟัง การวิเคราะห์เนื้อหา เราควรคาดเดาด้วยว่า ถ้าเราเป็นผู้ฟัง เราอยากที่จะถามเรื่องอะไร ลองตั้งคำถามมาให้มากที่สุด หรือ ลองให้เพื่อนๆ ช่วยตั้งคำถาม แล้วเราลองทดลองตอบคำถามนั้น  เมื่อถึงเวลาตอบจริงก็จะทำให้เราตอบคำถามได้ด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น  จงใช้ความเยือกเย็น สุขุม ในการตอบคำถาม
                สรุป หลักการนำเสนออย่างได้ผล เราต้องมีการเตรียมตัวที่ดี (เช่น การวิเคราะห์ผู้ฟัง การวิเคราะห์สถานที่ การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์การใช้โสตทัศนูปกรณ์) เราต้องมีการซ้อมให้ดี  เราต้องมีการนำเสนออย่างมั่นใจและเราต้องรับมือกับการตอบคำถาม

ความล้มเหลวทำให้ท่านสำเร็จ

ความล้มเหลวทำให้ท่านสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
“ ร้อยละเก้าสิบของคนที่ล้มเหลวแท้ที่จริงแล้วไม่ได้พ่ายแพ้...เขาเพียงแต่ล้มเลิกไป... ”
พอล เจ.เมเยอร์
                                      เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จ ผู้คนโดยมากมักชอบพูดถึงแต่เรื่องความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว แม้แต่สื่อมวลชนเอง ก็มักจะสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ล้มเหลว แต่แท้ที่จริงแล้ว บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักเป็นคนที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน โดยกันเกือบทั้งสิ้น
-                    อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ ในวัยเด็กเขามักถูกครูและเพื่อนๆ มองว่าเป็นเด็กที่ผิดปรกติ ชอบ
จินตนาการ ชอบฝันกลางวัน เขาเคยสอบเข้าเรียนโรงเรียนโพลีเทคนิคซูริคซึ่งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ไม่ได้ เขาเคยสอบตก เขาเป็นคนที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุคงเกิดจากความพิการทางการอ่านและการเขียนของเขา แต่โลกทั้งโลกต้องตะลึงในความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา กับการคิดค้นทฤษฏีสัมพัทธภาพ
-                    คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ใครๆ ก็บอกว่าเขาเป็นบ้า.... เขาเชื่อว่าโลกกลม...ซึ่งขัดแย้งกับผู้คนใน
ยุคนั้นที่เชื่อว่าโลกแบน อีกทั้งการเดินเรือแบบรอบโลกยังคงมีข้อจำกัดมากในเรื่องของอาหาร เทคโนโลยีการเดินเรือในสมัยนั้น เขาเป็นนักสำรวจ นักเดินเรือและพ่อค้า เขาถูกปฏิเสธหลายครั้งในการนำโครงการเดินเรือไปขอทุนต่อราชสำนักในโปรตุเกส เขาต่อสู้จนหาทุนทำโครงการเดินเรือได้ จนในที่สุดเขาคือผู้ค้นพบดินแดนต่างๆ มากมายซึ่งคนในสมัยนั้นไม่มีใครรู้จัก เช่น หมู่เกาะบาฮามาส , หมู่เกาะซานซัลบาดอร์ ,  หมู่เกาะเกรตเตอร์แอนทิลลิส ., โลกใหม่แห่งตะวันตก ฯลฯ จากการกระทำของเขาทำให้โลกสามารถเชื่อมไปมาหากันได้โดยทั่วโลก
-                    โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ นักกีฬาชาวอังกฤษ นักวิ่งคนแรกที่วิ่งทำลายสถิติ หนึ่ง
ไมล์(1,609 เมตรใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ประกาศย้ำว่าเกินขีดความสามารถของมนุษย์ ใครๆก็บอกว่า ทำไม่ได้ หรือในสมัยนั้น ไม่มีใครสามารถทำได้ เขาพยายามฝึกซ้อมแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้งในการวิ่ง หนึ่งไมล์(1,609 เมตร ใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที จนในที่สุด เขาสามารถทำได้ในปี 1954 เขาทำสถิติได้( 3 นาที 59.4 วินาที) แล้วอีกไม่นานต่อมาก็มีคนทำลายสถิติ การวิ่ง หนึ่งไมล์ใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที ได้อีกเป็นจำนวนมาก
-                    นีล แอลเดน อาร์มสตรอง ใครๆ ก็บอกว่า เป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว กับการเหยียบดวง
จันทร์เป็นคนแรกกับยานอพอลโล 11 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นแล้วก็ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก จนในที่สุดปี พ.ศ.2512หรือ ค.ศ.1969 จึงประสบความสำเร็จ
-                    เนลสัน แมนเดลา นักโทษทางการเมือง ซึ่งต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ถูกคุมขังอย่าง
ยาวนานถึง 25 ปี เขาต้องอยู่ในคุกด้วยความยากลำบาก แต่เขาก็ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อทางการเมืองของเขา เลยแม้แต่น้อย คงไม่มีใครคิดว่าเขาคงจะได้ออกจากคุกเพื่อมาเป็นอิสรภาพอีกครั้ง แต่ในที่สุด เขาคือประธานาธิบดีของชาวอาฟริกาใต้ ตอนอายุ 76 ปี
                                      บุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จโดยผ่านความล้มเหลว และความยากลำบากมาด้วยกันทั้งสิ้น เพราะถ้า อัลเบิรต์ ไอนสไตน์  , คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ , นีล แอลเดน อาร์มสตรอง และ เนลสัน แมนเดลา ยอมรับความพ่ายแพ้ ยอมเลิกล้ม ไม่ต่อสู้ต่อ ไม่ศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทำ เขาเหล่านี้ก็ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
                                      ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่ล้มเหลว เป็นคนที่ยากลำบาก เป็นคนที่ต้องต่อสู้กับสิ่งต่างๆมาอย่างมากมาย เขาจึงประสบความสำเร็จ จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวอาจจะนำท่านไปสู่ความสำเร็จและโอกาสใหม่ๆ ที่ท่านอาจคาดไม่ถึง

ททท.หรือทำทันที

ททท.หรือทำทันที
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                หลายๆ คนมีความคิดดีๆ มีคำพูดดีๆ แต่ก็ไม่ยอมลงมือทำเสียที ปล่อยให้ความคิดและคำพูด หายไปกับอากาศและสายลม แล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ พวกเขามักเป็นคนที่ คิด พูดแล้ว ลงมือทำ ถึงแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่แปลกๆ ก็ตาม
                สำหรับการที่คนเราไม่ยอมลงมือทำทันที(ททท.)อาจมีหลายสาเหตุ เช่น กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์, กลัวคนไม่ชอบ ,กลัวถูกตำหนิ  อาย  ความไม่มั่นใจ  กลัวความล้มเหลว  เป็นต้น
                ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการไม่ ททท.หรือทำทันที
  1. ไม่กล้ายกมือถามเป็นคนแรก กระผมมีอาชีพเป็นวิทยากรอิสระ เมื่อบรรยายเสร็จแล้ว มักจะเหลือเวลาสัก 5-10 นาที เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้สักถาม แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครกล้าถาม ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จจงกล้าที่จะถามหรือแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก ให้ได้ ทั้งนี้ ความคิดเห็นเป็นเรื่องที่ไม่มีถูกผิด เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยมก็ได้  หากท่านกล้ายกมือถามเป็นคนแรก ประโยชน์ก็จะตกกับท่านอีกมากมาย เช่น เป็นการสร้างท่านให้มีภาวะผู้นำเพิ่มมากขึ้น , ทุกคนในที่อบรมรู้จักท่านและอยากรู้จักท่านมากยิ่งขึ้น , เป็นการสร้างความมั่นใจในตนเอง ฯลฯ
  2. ไม่กล้านั่งแถวหน้าสุด ในการฝึกอบรมแต่ละครั้ง กระผมเป็นวิทยากร กระผมมักสังเกตเห็นว่า คนมาก่อนมักนั่งหลัง คนมาหลังมักนั่งหน้า หากท่านอยากเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ จง ทำทันที(ททท.) นั่งด้านหน้าสุดครับ จากการอ่านหนังสือเรื่อง “ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ”  กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า หากท่านต้องการเป็นผู้นำและเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง ขอให้ท่านฝึกนั่งด้านหน้าสุดเสมอ
  3. ไม่กล้าทำอะไรเนื่องจากแคร์สายตาหรือคนรอบข้าง หลายคนไม่กล้าลงมือทำอะไร หรือ ไม่กล้าทำสิ่งใดบางสิ่ง ก็เนื่องจากแคร์สายตาคนรอบข้าง ซึ่งการแคร์สายตาคนรอบข้าง ทำให้เราเสียโอกาสสำคัญๆ ไปอย่างน่าเสียดาย  บางคนมีความฝัน เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง หรือ คนรอบข้างฟัง แล้วเขาก็หัวเราะเยาะ จนในที่สุด เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ความสำเร็จจึงไม่เกิดขึ้น จงกล้าที่จะทำแล้วท่านจะพบกับความสำเร็จ จงอย่าแคร์สายตาหรือคนรอบข้างมากจนเกินไป
                4.ไม่มีจังหวะในการลงมือทำ หลายๆ คน ต้องรอดูจังหวะ รอดูดวง การรอจังหวะมากจนเกินไป  ทำให้เกิดผลเสียคือ เขาจะไม่ยอมลงมือทำหรือลงมือปฏิบัติ หากต้องรอให้พร้อม 100 % ก็คงไม่ต้องทำอะไร ดังคำกล่าวของอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร  ในงานพิธีเปิดโครงการปฐมนิเทศและพัฒนาผู้รับผิดชอบการบริหาร “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในข้ามคืนหรอก... ผมเป็นคนที่มีความคิดแล้วลงมือทำ ถ้ามองเห็นว่าไปได้เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ลุยเลย อีก 40 เปอร์เซ็นต์ไปแก้เอาข้างหน้า แต่ถ้า...รอให้ครบ 100 แล้วค่อยทำแล้ว ชาตินี้ไม่มีคำว่าร้อย  ต้องรอตายอีกสิบชาติก็ยังไม่มีร้อย เพราะไม่อะไรสมบูรณ์”
5.ไม่ต้องการท้าทายแต่ต้องการความมั่นใจ  หลายคนไม่กล้าลงมือทำทันที(ททท.) เนื่องจากกลัวเรื่องของความ
มั่นคง หลายคนไม่มีความสุขในการทำงานหรืออยู่ภายในองค์กรนั้นๆ แต่ก็ไม่กล้าลาออกเพื่อไปเริ่มงานใหม่ก็เนื่องจากกลัวความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เคยเป็นมาก่อน จนสุดท้ายต้องตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วผู้เขียนจึงได้พบเจอกับคำว่า “อิสระ การไม่ยึดติดกับสภาพปัจจุบันปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติแล้วว่ายตามมันไป ”
                โดยสรุป คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ในหน้าที่การงาน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ไม่ยอมลงมือทำทันที(ททท.) ความลังเลสงสัย ความไม่กล้า  ความอาย  เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวคุณเองเพื่อที่จะเดินทางไปสู่ ความสำเร็จ จง ทำทันที(ททท.)แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ

เทคนิคการทำให้ผู้อ่านสนใจ

เทคนิคการทำให้ผู้อ่านสนใจ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานเขียนโดยมากมักมีความยาวและถ้าเป็นงานเขียนในเชิงวิชาการด้วยแล้ว อาจทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นได้ ดังนั้นถึงแม้งานเขียนของเราจะมีสาระ เนื้อหา แง่มุมดีขนาดไหน แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีความสนใจอยากที่จะอ่านหรือไม่อ่าน งานเขียนของเราเลย งานเขียนนั้นก็ไร้ค่า สู้งานเขียนที่มีสาระน้อยกว่า แต่คนหยิบอ่านไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้งานเขียนของเราเป็นที่สนใจของผู้อ่าน เราสามารถสร้างความสนใจในงานเขียนของเราได้ด้วยวิธีดังนี้
  1. การใช้รูปภาพประกอบ  การใช้รูปภาพประกอบจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเนื้อหาบางอย่าง
อาจซับซ้อน สับสน ซึ่งยากต่อการอธิบาย เช่น การแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการผสมพันธ์พืชหรือสัตว์ ,  ภาพแสดงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆของยานอวกาศ ,  ภาพโมเดลกระบวนการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น การใช้ภาพประกอบจึงมีความสำคัญดังคำกล่าวที่ว่า “ ภาพเพียง 1 ภาพ แทนคำพูดเป็น 1,000 คำ)
  1. การใช้ตาราง เราสามารถใช้ตารางได้ในกรณีที่เรามีความต้องการเปรียบเทียบข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลข  การ
ใช้ตารางที่ดีไม่ควรมีความยาวเกิน 1 หน้า กระดาษ แต่หากมีความจำเป็นก็ควรทำตารางให้อยู่ในหน้าที่คู่กัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกในการอ่านของผู้อ่าน
  1. การใช้กราฟ แผนภูมิแท่ง  ประกอบการเขียน การใช้กราฟ แผนภูมิแท่ง จะทำให้ผู้อ่านทราบทันทีว่า อันไหน
มากกว่าอันไหน อันไหนสูงกว่าอันไหน อีกทั้งยังมีประโยชน์คือ เป็นการดึงดูดความสนใจ ประหยัดเวลา สร้างความแตกต่าง ในการนำเสนออีกด้วย
  1. ตัวหนังสือและการเน้นคำ  ควรใช้รูปแบบที่อ่านง่าย  อีกทั้งยังต่อมีการพิสูจน์คำผิดให้มีการผิดพลาดให้น้อย
ที่สุด เพราะถ้าหากหนังสือมีคำผิดมากๆ ผู้อ่านหรือผู้ซื้อ อาจทักว่าเป็นหนังสือที่ไม่ดี  การเน้นคำ ก็มีความสำคัญ ถ้าเราต้องการสื่อให้ผู้อ่านรับรู้ว่า ข้อมูลนี้มีความสำคัญ เราก็ควรเน้นคำให้มีความเด่นชัดขึ้น ซึ่งการเน้นคำให้ผู้อ่านทราบมีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น อาจใช้วิธีขีดเส้นใต้ , การทำให้เป็นอักษรตัวทึบหรือแรเงา , การมีสัญญาลักษณ์ต่างๆ(ลูกศร ,ดอกจัน,สี่เหลี่ยม ,วงกลม , จุดกลมทึบ เป็นต้น)
                5.ขนาดของหนังสือและกระดาษ มีความสำคัญต่อนักอ่านมาก มีคนตั้งคำถามกับกระผมว่า ขนาดของหนังสือ ขนาดไหนดี กระผมคงตอบให้ไม่ได้ทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่กับ ประเภทของหนังสือเป็นหลัก เพราะถ้าหากเป็นหนังสือดนตรีสำหรับเด็กหรือนิทานสำหรับเด็ก ก็ไม่ควรทำหนังสือให้เล็กจนเกินไป เพราะจะทำให้ตัวโน้ตดนตรีหรืออักษรเล็ก จนเด็กๆ มองไม่เห็นแล้วจะไม่ชอบอ่าน การเลือกกระดาษก็สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้ไม่ใช่น้อย เช่น สีของกระดาษ , ความหนาความบาง , กระดาษสะท้อนแสง เคลือบมัน เป็นต้น แต่สำหรับคนที่เป็นนักการตลาดหรือมีความคิดสร้างสรรค์ อาจจะออกแบบขนาดของหนังสือเอง ซึ่งอาจแตกต่างจากหนังสือทั่วไป ก็สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้ไม่ใช้น้อย เช่น ออกแบบขนาดหนังสือให้ใหญ่กว่าปกติหรือเล็กกว่าปกติ , ออกแบบหนังสือให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างหรือทำให้เกิดความแตกต่างของสินค้าคือหนังสือได้
                6.ปกหนังสือ ปกหนังสือมีความสำคัญมาก เพราะเป็นประตูด่านแรกที่ทำให้คนอยากเปิดอ่านหนังสือของเราหรือไม่ การออกแบบปกจึงมีความสำคัญ ปกต้องเด่น ชวนให้ผู้อ่านอยากหยิบขึ้นมาอ่านเมื่อได้เห็น ซึ่งการออกแบบปกจะต้องทำให้เกิดความแตกต่างกับปกหนังสือเล่มอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน  อีกทั้งยังต้องยอมที่จะลงทุนเพิ่ม เนื่องจาก การพิมพ์สี่สีแพงกว่าการพิมพ์สองสี การเคลือบมันปก การทำให้เป็นอักษรตัวนูน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องลงทุนเพิ่มทั้งสิ้น
                ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงมีความสำคัญ แต่ความสนใจของผู้อ่าน และยังคงมีรายละเอียดต่างๆ อีกมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึงแต่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้ เช่น สำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ที่พิมพ์ , คำนำ คำนิยม ,  ราคา , ความชัดเจนของอักษรในการพิมพ์ เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดความสนใจของผู้อ่านและมีคุณค่าอย่างแท้ จริงสำหรับผู้อ่านก็คือ เนื้อหาสาระ ประโยชน์ของงานที่เราเขียนนั้นเอง

พูดอย่างไรเรียกว่าพูดอย่างฉลาด

พูดอย่างไรเรียกว่าพูดอย่างฉลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อันพูดนั้นไม่ยาก                                ปานใด เพื่อนเอย
ใครที่มีลิ้นอาจ                                   พูดได้   สำคัญแต่ในคำ     
ที่พูด นั่นเอง                                อาจจะทำให้ชอบ    และชัง
                                                                                                                พระราชนิพนธ์ดุสิตสมิต
              
                จากพระราชนิพนธ์ดุสิตสมิต ทำให้เราทราบถึงความสำคัญของคำพูด ว่าการพูดนั้นทำให้คนชอบก็ได้ หรือคนชังก็ได้ จึงขึ้นอยู่กับคนที่ใช้คำพูดนั้นๆ ซึ่งการพูดหรือคำพูดที่มีลักษณะที่ดี และคนที่ฉลาดมักเลือกใช้มักจะมีลักษณะดังนี้
                1.เป็นคำพูดที่แสดงถูกกาล กล่าวคือ เป็นคำพูดที่พูดถูกจังหวะ ถูกเวลา ถูกสถานที่
1.1.การพูดถูกจังหวะ คนมักชอบ ดังคำที่เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า “ พูดมากก็มากเรื่อง พูดน้อยก็พลอยเคียง ไม่พูดก็ไม่รู้เรื่อง แต่การพูดผิดจังหวะคนมักชัง ตัวอย่าง ในการสนทนากัน  บางคน พูดไม่ถูกจังหวะ เขาพูดยังไม่จบรีบพูดแทรกในขณะที่คนอื่นพูดไม่จบ การพูดที่ผิดจังหวะนี้เมื่อทำบ่อยๆ คนที่สนทนาด้วยก็มักจะไม่ชอบ แต่เขามักจะชัง
1.2.การพูดถูกเวลา คนมักชอบ แต่การพูดผิดเวลาคนมักชัง ดังนั้น ในบางกรณี ก่อนที่เราจะพูด เราควรถามอีกฝ่ายหนึ่งก่อนว่า  “ ขอโทษครับ ผมขอเวลาปรึกษาเรื่อง...ไม่ทราบว่าคุณจะพอมีเวลาว่างให้ผมไหมครับ ”
1.3.การพูดถูกสถานที่ การพูดเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรนำไปพูดในบางสถานที่ เช่น เขากำลังทำพิธีสวดศพอยู่ เราดันไปพูดเรื่องตลก หัวเราะชอบใจในงานศพ เมื่อเจ้าภาพเห็นเขาอาจ ไม่รู้สึกสนุกเหมือนเราสนุกก็เป็นได้
2.น้ำเสียงสอดคล้องกับเรื่องที่พูด  น้ำเสียงมีความสำคัญต่อเรื่องที่พูด มีคนเคยกล่าวว่า “ ภาษาสื่อถึงความหมาย
แต่น้ำเสียงก่อให้เกิดความหวั่นไหวในใจ ” คำพูดดังกล่าวมีความเป็นจริงมากอยู่ทีเดียว เช่น เรากล่าวแสดงความเสียใจในการจากไปของบิดาของเพื่อนสนิท แต่เรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น ดีใจ ชอบใจ เพื่อนจะมีความรู้สึกเช่นไร ถึงแม้เราจะใช้ภาษาที่บอกว่าเราเสียใจนะ แต่น้ำเสียงเราไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้เพื่อนเรา ชังเราได้
                3.มีอารมณ์ขันบ้าง การพูดที่ทำให้คนชื่นชอบ มักเป็นคำพูดที่ทำให้คนหัวเราะ ดังนั้น หากผู้พูดท่านใดเป็นนักสะสมอารมณ์ขัน หรือ เรื่องราวที่สนุกๆ คนมักจะชื่นชอบ อีกทั้งทำให้มีเพื่อนมาก คนอยากรู้จัก แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ผู้พูดควรต้องรู้จักวิเคราะห์ เนื้อหาในข้อที่ 1 เพิ่มด้วย คือ ควรใช้อารมณ์ขันให้ถูกกาล (ถูกจังหวะ ถูกเวลาและถูกสถานที่)ด้วย
                4. พูดให้เนื้อหามีความชัดเจน ชวนติดตาม ผู้พูดที่ผู้ฟังชื่นชอบ มักพูดเนื้อหาให้มีความชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เกิดการติดตาม มีการจัดลำดับในการพูดเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ผู้ฟังไม่สับสน มีการพูดเรื่องที่ใกล้ตัวผู้ฟัง ผู้ฟังจึงสนใจที่อยากจะฟัง
                5.ภาษาที่มีความเหมาะสมกับเรื่องและผู้ฟัง  ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศมากจนเกินไปหากพูดกับผู้ฟังที่เขาไม่มีความรู้ในภาษา นั้น หรือ คำศัพท์ในวงการนั้นๆ  ไม่ควรมีคำฟุ่มเฟือย คำแสลง มากจนเกินไป  หลีกเลี่ยงการระบุชื่อ หากสื่อถึงผู้นั้นในทางที่เสียหาย เพราะอาจทำให้เกิดโทษมากกว่า ประโยชน์ บางครั้ง ผู้พูด ใช้คำพูดที่ระบุถึง ความเสียหายของบุคคลโดยระบุชื่อ ก็อาจจะถึงกับขึ้นโรง ขึ้นศาลไปเลยก็มีมาแล้ว เพราะอาจโดนผู้ที่เสียหายฟ้องหมิ่นประมาทได้
                6.การให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม การพูดโดยเฉพาะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน หากผู้พูดเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมก็จะทำให้ผู้ฟัง มีความสุขที่ได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง ดังนั้น ผู้พูด เมื่อพูดไป ก็ควรตั้งคำถามให้ผู้ฟังตอบหรือขอให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดัง กล่าวที่ผู้พูดพูด เพราะผู้ฟังอาจจะไม่สนใจในสิ่งที่ผู้พูด พูดเลย หากผู้พูดไม่ให้ความใส่ใจในตัวผู้ฟัง
                การพูดที่พูดถูกกาล , การใช้น้ำเสียง ,การใช้อารมณ์ขัน , การพูดให้เกิดความชัดเจน , การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมและการให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ในการพูด จึงเป็นสิ่งที่ผู้พูดที่ฉลาดควรกระทำกัน