วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระบบ P.K.S.C กับนักขาย

ระบบ P.K.S.C กับนักขาย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ผู้ ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนักขายเขาจะเป็นนักเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฏี และ มีการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งในปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร นักขายจึงสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เพราะวิชาการต่างๆ มีการพัฒนาขึ้น ในตอนนี้เรามาเรียนรู้หลักการของ P.K.S.C  ซึ่งหลักการมีดังนี้

                P = POSSITIVE ATTITUD ทัศนคติที่ดี

การ จะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จ การมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับงานขายมีความสำคัญมาก ถ้านักขายมีทัศนคติในทางบวก ก็จะทำให้นักขายเกิดแรงกระตุ้นที่มีพลัง มีความกล้าที่จะเสนอขายสินค้า มีความขยันในการทำงานขาย ในทางกลับกัน หากนักขายมีทัศนคติในทางลบ ก็จะทำให้นักขายผู้นั้นเกิดการท้อแท้ใจ ไม่กล้าที่จะเสนอขายสินค้า เช่น ถ้านักขายคิดแต่เรื่องของผลประโยชน์ต้องการเอาแต่ค่าคอมมิชชั่น พอถูกปฏิเสธจากลูกค้ามากๆ นักขายก็จะหมดกำลังใจในการทำงานด้านการขาย ดังเช่น ตัวแทนขายประกันชีวิต บางคนต้องการขายประกันชีวิตเพื่อที่จะเอาเงินลูกค้า เมื่อคิดอย่างนี้ก็เกิดความเกรงใจลูกค้า ไม่กล้าที่จะนำเสนอการขายประกันชีวิต แต่ถ้าตัวแทนประกันชีวิตที่มีทัศนคติที่ดี ก็จะคิดใหม่ว่าถ้าเกิดลูกค้าไม่ทำประกันชีวิตถ้าเกิดลูกค้าตายไปแล้วใครจะ เดือดร้อน แล้วลูกและภรรยาของเขาจะหาเงินมาจากไหนเพื่อใช้จ่ายในสิ่งต่างๆ แต่ถ้าหากลูกค้าประกันชีวิตท่านนั้นซื้อประกันชีวิตจากเราเป็นวงเงิน 1,000,000 บาท เมื่อลูกค้าตายไป ลูกและภรรยาก็สามารถนำเงิน 1,000,000 บาท มาใช้จ่ายในครอบครัวได้

                K = KNOWLEDGE ความรู้

                นัก ขายที่ประสบความสำเร็จในอาชีพงานขาย จำเป็นจะต้องหาความรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับตัว สินค้า บริการ บริษัท สัญญาต่างๆ (ทั้งของตัวเราและของคู่แข่ง) ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถทำให้นักขายเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เช่น หนังสือ cd  vcd  dvd  วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ  ฉะนั้น ถ้าต้องการเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จในอาชีพงานขาย จะต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือต่างๆมากๆ ฟังข่าวสารข้อมูลของบริษัทและวิชาการต่างๆให้มากๆ ซักถามนักขายรุ่นพี่ๆที่มีประสบการณ์ในการขายมากๆ เมื่อนักขายมีความรู้มาก นักขายก็จะเกิดความมั่นใจในการขาย

                S = SKIL ทักษะ ความชำนาญ

                นัก ขายที่ประสบความสำเร็จ เมื่อมีทัศนคติที่ดี คิดบวก ต่ออาชีพการขาย แล้วมีการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการขาย ยังไม่พอ นักขายที่ประสบความสำเร็จจะต้องแสวงหาความชำนาญ ทักษะในด้านการขาย การแสวงหาความชำนาญ หรือทักษะในการขาย ไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากการ ขาย ขาย และก็ขาย ดังนั้นนักขายจะต้องหมั่นออกตลาด เพื่อพบปะพูดคุยกับลูกค้า พร้อมทั้งเสนอขายสินค้าและบริการ ความชำนาญ เกิดจากการฝึกฝน การที่เราฝึกฝน ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จะเกิดความชำนาญนั้นเอง และครูที่ดีของนักขายก็คือ ตัวของลูกค้านั้นเอง

                C = CONTROL การควบคุม

                การควบคุมมีความสำคัญมากในการทำงานทุกอย่าง การทำงานด้านการขายก็เช่นกัน หากนักขายวางแผนจะไปพบลูกค้าจำนวน 60 รายต่อเดือน เท่ากับ 2 ราย ต่อวัน ถ้าปราศจากการควบคุมตนเอง เป้าหมายตามแผนที่วางไว้ก็ไปไม่ถึงฝั่ง อีกทั้งนักขายที่ดีจะต้องมีการควบคุมตนเองในเรื่องต่างๆ จึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพด้านการขาย เช่น ควบคุมตนเองในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ควบคุมความประพฤติของตนเองไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ควบคุมบุคลิกภาพของตนเองให้ดูดีในการไปพบปะพูดคุยกับลูกค้า

                หลักการ P.K.S.C เป็นหลักการที่นักขายควรนำไปใช้และปฏิบัติเพื่อใช้ในการพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จในการเป็นนักขายมืออาชีพ

การเป็นนักขายทึ่ดี ต้องมีหลักการในการทำงาน อีกทั้งต้องรู้จักเข้าพบลูกค้าใหม่ๆ เพื่อขายทุกวัน

               

ชั่วโมงบินกับการพูด

ชั่วโมงบินกับการพูด

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

http://www.drsuthichai.com/

                ถ้า หากท่านมีโอกาส ลองไปสอบถามบรรดานักพูดทั้งหลายว่า ทำอย่างไรถึงจะพูดเก่ง พูดเป็น ในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน กระผมเชื่อว่าบรรดานักพูดทั้งหลาย มักจะมีคำตอบที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ต่างๆ ของแต่ละบุคคล แต่กระผมเชื่อว่า หากท่านถามบรรดานักพูดทั้งหลายว่า ชั่วโมงบินหรือการได้ขึ้นเวทีพูดบ่อยๆ มีความสำคัญหรือไม่ นักพูดทุกท่านมักจะต้องตอบว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก

                ชั่วโมง บินหรือการหาเวทีในการขึ้นพูดถือว่าเป็นประสบการณ์ในการที่ทำให้บุคคลผู้ นั้นพูดเก่ง พูดเป็น ซึ่งเวทีในการพูดมีหลากหลายเวทีในที่นี้กระผมขอยกตัวอย่าง เวทีในการพูดมีดังนี้

                1.เวที พิธีกร เป็นเวทีที่ผู้ต้องการเป็นนักพูดควรได้มีโอกาสฝึกฝนกัน การทำหน้าที่พิธีกร ต้องมีการเตรียมตัวพอสมควร ต้องเตรียมการพูด ต้องรู้ลำดับขั้นตอนของงาน ต้องรู้ว่าใครพูดก่อนหลัง ต้องทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้งานออกมาได้อย่างราบรื่น ซึ่งเวทีพิธีกรมีหลายประเภทเช่น พิธีกรโทรทัศน์ พิธีกรในงานมงคลสมรส พิธีกรในงานศพ พิธีกรในงานลอยกระทง ฯลฯ  สำหรับ คนที่ฝึกการพูดในงานพิธีกรต่างๆ ควรมีความหลากหลายในตนเอง คือ ต้องมีกลอนประกอบ ต้องมีไหวพริบปฏิภาณ หากดำเนินรายการตามสคิปที่วางไว้โดยไม่มีการปรับระยะในการทำหน้าที่ กระผมคิดว่าคงประสบความสำเร็จได้ยาก

                2. เวทีบรรยาย เป็นเวทีที่สอนหนังสือในห้องเรียน เป็นการเรียนในระบบ เช่น การเรียนในระดับมัธยม ระดับมหาวิทยาลัยทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท เพื่อให้ได้มีโอกาสฝึกการพูด เป็นการพูดที่เน้นทฤษฏีมากกว่าประสบการณ์ เวทีนักพูดที่เป็นเวทีบรรยายจะเป็นเวทีที่เน้นเนื้อหาสาระมากกว่าความ บันเทิง ผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดหากมีโอกาสได้ฝึกฝนเวทีนี้จะทำให้เป็นผู้มีภูมิความ รู้ที่ดีเนื่องจากต้องอ่านมาก เตรียมตัวสอน จึงต้องแสวงหาความรู้อยู่เสมอ หากพัฒนาโดยหาอารมณ์ขัน หาประสบการณ์ต่างๆ มาสอดแทรกมากๆ ก็สามารถพูดในเวทีวิทยากรได้ในอนาคตครับ

                3.เวที วิทยากร เป็นเวทีที่เน้นการพูด การบรรยาย โดยพูดถึงเรื่องประสบการณ์มากกว่านำเอาทฤษฏีมาสอนกัน ซึ่งแตกต่างจากเวทีบรรยาย เวทีบรรยายนั้นมักพูดเนื้อหาสาระทฤษฏีมากกว่าการนำประสบการณ์มาพูดกัน เวทีวิทยากรนี้ ควรนำอารมณ์ขัน การพูดจูงใจ สอดแทรกการพูด การบรรยายเป็นระยะๆ หากผู้พูดพูดเหมือนเวทีบรรยาย คือนำทฤษฏีมาพูดทั้งหมด โดยส่วนตัวกระผมคิดว่าประสบความสำเร็จยาก

                4.เวทีทอล์คโชว์ เป็นเวทีที่เน้นความบันเทิง นักพูดเป็นประเภท ทอล์คโชว์ ต้องหามุข หาอารมณ์ขัน

ยิ่ง มากยิ่งดี หากมีมุขออกมาได้ทุกนาทีสองนาทีได้ยิ่งดี ไม่ใช่พูดแล้ว ยี่สิบนาที สามสิบนาที คนหัวเราะหนึ่งครั้งกระผมคิดว่า นักทอล์คโชว์ประเภทหลังคงประสบความสำเร็จได้ยาก สำหรับนักทอล์คโชว์ เราลองสังเกตวิธีการพูดของเขามักจะใช้น้ำเสียงที่หลากหลายโดยเฉพาะน้ำเสียง ประเภทตื่นเต้นตลอดเวลา หากพูดแบบช้าๆ แนบๆ คงประสบความสำเร็จได้ยากในเวทีนี้

                อ่าน มาถึงตรงนี้ หากท่านต้องการเป็นนักพูด กระผมคิดว่าท่านควรที่จะหาประสบการณ์โดยการหาเวทีแสดงทุกเวที หากมีโอกาสไม่ควรปฏิเสธเวทีต่างๆ แต่หากไม่มีโอกาสก็ควรหาโอกาส โดยการนำเสนอตัวในการทำหน้าที่ต่างๆเช่น เขาหาพิธีกรไม่ได้ เราควรเสนอตัวเข้าไปเป็นพิธีกรให้กับเขา หรือ เขาต้องการวิทยากรซึ่งหัวข้อนั้นเราสามารถบรรยายได้ควรเสนอตัวเพื่อใช้เป็น เวทีในการฝึกฝนตนเอง

                ดัง นั้นคำว่า ชั่วโมงบินหรือเวทีในการพูด จึงมีความสำคัญกับผู้ที่ต้องการเป็นนักพูด หากท่านได้ผ่านเวทียิ่งมากประสบการณ์ในการพูดของท่านก็ยิ่งมีมากไปด้วย โดยส่วนตัวกระผมเชื่อว่า นักพูดก็เหมือนกับนักร้อง นักมวย นักอะไรต่างๆ หากท่านต้องการเป็น นักเขียนท่านก็ต้องเขียนครับ หากท่านต้องการเป็นนักร้องท่านก็ควรฝึกร้องในมากๆ หากท่านต้องการเป็นนักแสดง ท่านก็จำเป็นจะต้องฝึกฝนในการแสดงให้มากๆเช่นกัน และหากท่านต้องการเป็นนักพูด ท่านควรหาเวทีการพูดเพื่อให้ตนเองมีชั่วโมง



อาชีพด้านการพูด

เส้นทางสู่ความสำเร็จในงานอาชีพด้านการพูด

โดย...ดร.สุทธิชัย  ปัญญโรจน์

http://www.drsuthichai.com/

                เมื่อ ท่านต้องการเป็นนักพูด วิทยากร พิธีกร หรือมีอาชีพทางการพูดแล้ว ท่านมีความจำเป็นจะต้องเรียนรู้เส้นทางสู่ความสำเร็จจากนักพูด วิทยากร พิธีกรหรือบุคคลที่มีอาชีพทางด้านการพูด ซึ่งบุคคลที่ประสบความสำเร็จมีเส้นทางสู่ความสำเร็จที่แตกต่างกัน แต่เราสามารถเรียนรู้หลักการใหญ่ๆได้ ซึ่งหลักการหรือหลักคิดที่ทำให้บุคคลต่างๆที่ประกอบอาชีพด้านการพูดประสบ ความสำเร็จมีดังนี้

1.มี การพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา บุคคลที่ประกอบอาชีพในด้านการพูดต้องไม่เป็นคนที่ชอบอยู่นิ่งกับที่ แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ต้องเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยในการสอนหรือการบรรยาย เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องฉายแผ่นทึบ คลิปวีดีโอ ฯลฯ

2.มี การสะสมข้อมูลต่างๆ บุคคลที่ประกอบอาชีพด้านการพูดต้องเป็นคนแสวงหาข้อมูลต่างๆ สะสมไว้ในคลังสมองเพื่อที่จะนำไปใช้ได้ตลอดเวลา ดังนั้นบุคคลที่ประกอบอาชีพด้านการพูดจำเป็นจะต้องเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ มากๆ รับฟังข้อมูลข่าวสารหรือสะสมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ(จากการสัมมนา หรือการอบรมใหม่)

                3.มี การแสวงหาเวทีให้ตนเอง บุคคลที่ต้องการประกอบอาชีพทางด้านการพูด ไม่ว่าจะเป็นนักพูด วิทยากร พิธีกร ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาเวทีให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา การมีเวทีในการพูดยิ่งมากเท่าไร ก็จะทำให้บุคคลที่ประกอบอาชีพทางด้านการพูดเกิดการพัฒนา เรียนรู้ แก้ไข ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น  การ มีเวทีในการพูดเสมือนหนึ่งเป็นการฝึกฝนของบุคคลที่ประกอบอาชีพในด้านการพูด ยิ่งมีเวทีมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เกิดการฝึกฝนได้มากเท่านั้น  ผู้ที่ต้องการเป็นนักเขียนก็ต้องฝึกฝนการเขียนเป็นประจำ  ผู้ ที่ต้องการเป็นนักมวยก็ต้องฝึกซ้อมการชกมวยเป็นประจำทุกๆวัน คนที่ต้องการประกอบอาชีพในด้านการพูดก็เช่นกัน จำเป็นจะต้องหาเวทีให้กับตนเองเพื่อที่จะได้ฝึกฝนตนเองสม่ำเสมอ

                4.มีความคิดใหม่ๆ มีความคิดที่สร้างสรรค์ตลอดเวลา  หากว่า ท่านต้องการประสบความสำเร็จในด้านใดๆ ก็ตามท่านมีความจำเป็นที่จะต้องมีความคิดที่แตกต่างหรือมีความคิดใหม่ๆ สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ท่านจึงสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพในด้านนั้นๆ ได้มากกว่าคนอื่นๆ บุคคลที่ประกอบอาชีพในด้านการพูดก็เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าหากท่านเป็นวิทยากร ท่านมีความสามารถคิดหลักสูตรใหม่ๆได้ ท่านก็จะได้เปรียบวิทยากรท่านอื่นๆ อีกทั้งท่านมีตลาดหรือลูกค้าที่ต้องการเรียนหลักสูตรของท่านอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าท่านมีหลักสูตรที่เหมือนกันหรือคล้ายกันกับวิทยากรท่านอื่นๆ ท่านจำเป็นจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งลูกค้ากัน

                5.มี การเสริมสร้างประสบการณ์และคุณวุฒิ บุคคลที่ประกอบอาชีพในด้านการพูดจำเป็นจะต้องเสริมสร้างประสบการณ์หรือเรียน ต่อเพื่อที่จะเอาคุณวุฒิ(ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก) เพราะคนไทยเรายังให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณวุฒิอยู่มาก ถ้าหากท่านมีคุณวุฒิสูงกว่าผู้ฟัง ผู้ฟังก็มักจะเกิดความศรัทธา เลื่อมใส และมีความน่าเชื่อถือกว่า

บุคคลที่มีคุณวุฒิต่ำกว่า

                สรุป ก็คือ บุคคลที่ต้องการประกอบอาชีพในงานด้านการพูด ท่านจำเป็นจะต้อง มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลาสม่ำเสมอ มีการสะสมข้อมูลต่างๆ มีการแสวงหาเวทีให้ตนเอง มีความคิดใหม่ๆ มีความคิดที่สร้างสรรค์ตลอดเวลาและมีการเสริมสร้างประสบการณ์และคุณวุฒิ

                สำหรับ หัวใจสำคัญของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพในงานด้านการพูดก็คือ ความรัก ความศรัทธาและเป้าหมายในงานด้านการพูด ถ้าหากว่าท่านมีความรัก ความศรัทธาและเป้าหมายในงานด้านการพูด ก็จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้มากกว่าบุคคลที่ไม่มีความรัก ความศรัทธาและเป้าหมาย



















พ่อแม่ รังแกฉัน

พ่อแม่ รังแกฉัน

โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อันชนกชนนีนี้รักเจ้า เทียมเท่าชีวาก็ว่าได้

            เมื่อ สมัยเด็กๆ เมื่อตอนที่กระผมกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน กระผมได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาที่ดีและให้แง่คิดมาก กระผมคิดว่าคนรุ่นวัย 20 ปี ขึ้นไป  หลายคนคงได้อ่านเช่นกัน หนังสือเล่มนั้นก็คือ หนังสือเรื่อง พ่อแม่ รังแกฉัน  เนื้อ เรื่อง เท่าที่จำได้ พอสรุปได้ว่า เป็นเรื่องราวความรักของพ่อแม่ที่ผิดพลาดโดยการ ตามใจ เรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่ เป็นเศรษฐี รักลูกมากๆ  มีอะไรก็หามาให้ ตามใจสารพัด ใครจะว่า กล่าวด่าลูกก็ไม่ได้  ลูก จะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่เคยเตือน สอนสั่ง เมื่อลูกไม่สนใจการเรียนก็ไม่เคยเตือน จนลูกเข้าสู่วัยรุ่น ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่เคยห้าม คบเพื่อนไม่ดี พากันไปเที่ยว พากันไปกินเหล้า พากันเที่ยวไม่ยอมเรียนหนังสือ พ่อแม่ก็ไม่ว่า ตามใจทุกอย่าง จนเมื่อลูกโตใหญ่และพ่อแม่ก็แก่ตามไปด้วย ปรากฏลูกเศรษฐี เอาไม่รอด ความประพฤติชั่วช้า จนพ่อแม่ตายไปชีวิตที่ร่ำรวยเงินทองจากพ่อแม่ก็กลับเป็นยากลำบาก เพราะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุดต้องกลายเป็นขอทาน  ตอนเป็นขอทานกลับไม่สำนึก  โทษพ่อแม่ว่าเป็นความผิดที่ตามใจ(รังแกฉัน) จนกระทั่งได้พบกับซินแส ได้เล่าเรียนจนประกอบอาชีพได้

            นี่คือ ยาพิษของการเลี้ยงลูกด้วยการตามใจ

                หนังสือ เล่มนี้ สอนให้รู้ว่า พ่อแม่ ที่รักลูกมากเกินไป ตามใจเกินไป ใครว่ากล่าว สั่งสอนไม่ได้ ในที่สุด เมื่อลูกโตใหญ่ขึ้น ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เอาตัวไม่รอด

            ฉะนั้น ความรักจึงเป็นเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งถูกใช้ในการถากถางในการดำเนินชีวิตและอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นอาวุธ ที่ร้ายแรงคอยทิ่มแทงผู้ที่ใช้ความรักได้เช่นกัน

            และ ถ้าจะให้ดี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ควรที่จะให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้มีโอกาส อ่าน วรรณกรรมประเภทเหล่านี้ให้มากๆ ในโรงเรียนถ้ากระผมจำไม่ผิด หนังสือเรื่อง พ่อแม่รังแกฉันน่าจะเป็นหนังสือคำประพันธ์บางเรื่องของ ท่านพระยาอุปกิตศิลปสาร

                ใน สังคมไทยเราปัจจุบันมีมากมาย ไม่ว่าเศรษฐี ไม่ว่าชาวไร่ชาวนา หาเช้ากินค่ำ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคน ที่สอนลูกในลักษณะนี้ คือ ตามใจลูก ลูกผิดครูสั่งสอนก็ไม่ได้ ใครจะเตือนก็ไม่ได้ จึงทำให้เด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จึงมีนิสัย ที่ชั่วร้าย ไม่โต ควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้

            ในสังคมไทยเราปัจจุบันเราต้องยอมรับเลยว่า การเลี้ยงลูกในสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อน มาก เพราะ

สังคมปัจจุบันเรามีสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุ สิ่งเสพติด สิ่งอบายมุข  การพนัน เกมส์ และรวมทั้งสื่อลามกอนาจารเป็นจำนวนมาก

            ดังนั้น วิธีการเลี้ยงดูลูกหลาน จึงต้องเปลี่ยนแปลงจากอดีต พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลให้เวลาลูกหลานเพิ่มมากขึ้น  มีศาสตร์และมีศิลป์ในการสอน และต้องมีวิธีการดูปัญหา แก้ปัญหา เป็นระบบ

ไม่ มองจุดเดียว เพราะปัญหาของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ค่อนข้างเชื่อมโยงกัน เช่น ปัญหาเด็กติดเกมส์ก็มักจะทำให้เด็กเสียการเรียน ร้านเกมส์บางร้านอาจเป็นแหล่งมั่วสุม ซึ่งเป็นที่มาของการขายยาเสพติด การล่อลวงเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเด็กต้องการเล่นเกมส์ ต้องการหาเงินไปซื้อยาเสพติด ก็จะเกิดปัญหาลักขโมยตามมา เด็กบางคนอาจมีปัญหามากจนเกิดอาการซึมเศร้า จนกระทั่งต้องฆ่าตัวตายก็มี และยังมีปัญหาที่เชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้อีกมากมาย

                เรา จะเห็นได้ว่าปัญหาเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาที่ใหญ่ และถ้ายังไม่ช่วยกันแก้ อนาคตของประเทศไทยเราก็คงต้องแย่ เพราะ เด็กและเยาวชนก็คืออนาคตของชาติ  (เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า)

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว

การตรึงอารมณ์ผู้ฟัง

การตรึงอารมณ์ผู้ฟัง

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

http://www.drsuthichai.com

                ผู้ ที่ต้องการเป็นนักพูดจะต้องมีความสามารถหลายอย่าง การตรึงอารมณ์ผู้ฟังให้สามารถตั้งใจฟังเราพูดได้ตลอดเวลา ถือว่าเป็นศิลปะหนึ่งในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ดังที่เราเคยเห็นนักพูดเก่งๆ จากเวทีทอล์คโชว์ หรือ นักพูดทางการเมืองที่เก่งๆ นักพูดเหล่านั้นสามารถตรึงอารมณ์ผู้ฟังได้ตลอดเวลา

                นัก พูดเหล่านั้น สามารถตรึงอารมณ์ผู้ฟัง ให้หัวเราะก็ได้ ให้ร้องไห้ก็ได้ ให้โกรธแค้นก็ได้ ซึ่งพวกเราก็สามารถทำเช่นนั้นได้ หากพวกเราต้องศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งต้องฝึกฝนการพูดบนเวทีต่างๆให้มาก เมื่อเรามีประสบการณ์ในการพูดมาก เราก็จะสามารถตรึงอารมณ์ผู้ฟังได้ เราจะสามารถพูดแล้วผู้ฟังหัวเราะได้ พูดแล้วผู้ฟังร้องไห้ได้ พูดแล้วสร้างความโกรธแค้นให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้

                เรา สามารถตรึงอารมณ์ผู้ฟังได้ตั้งแต่การเริ่มต้นการพูด นับตั้งแต่การเปิดฉากการพูด เราจะเปิดฉากการพูดอย่างไรให้ตื่นเต้น เร้าใจ ไม่เปิดฉากด้วยความจืดชืด เย็นชา เช่นต้องเปิดฉากด้วยบทกวี เปิดฉากการพูดด้วยสุภาษิต เปิดฉากการพูดด้วยคำกลอน เปิดฉากการพูดด้วยอารมณ์ขัน ฯลฯ

เมื่อ เข้าในส่วนของเนื้อหาหรือเนื้อเรื่องต้องกลมกลืน สอดคล้องกับการเปิดฉากอีกทั้งการพูดต้องมีชีวิตชีวา ดังเราจะสังเกตเห็นว่า เมื่อเราไปฟังนักพูดที่พูดไม่มีชีวิตชีวา เราซึ่งเป็นผู้ฟังมักจะเบื่อหน่าย ง่วงนอน แต่ถ้านักพูดพูดเสียงดังฟังชัด มีชีวิตชีวา มีเสียงสูงเสียงต่ำ มีจังหวะในการพูด มีอารมณ์ขันสอดแทรกตลอดเวลา เรามักไม่อยากหลับ เราจะมีความสนุกสนานกับการฟังนักพูดผู้นั้น

                ดัง นั้นถ้าท่านต้องการเป็นนักพูดเมื่อท่านต้องการให้ผู้ฟังร้องไห้ ท่านจะต้องแสดงความโศกเศร้าให้ปรากฏแก่ผู้ฟัง ไม่ว่าจะสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งต้องสอดคล้องกับเรื่องพูดที่โศกเศร้า แต่หากท่านต้องการให้ผู้ฟังเกิดความกระตือรือร้น ท่านซึ่งเป็นผู้พูดจำเป็นจะต้องปลุกตัวเองให้ตื่นเต้นก่อน แล้วผู้ฟังก็จะรู้สึกตื่นเต้นตามผู้พูด จงพูดด้วยความกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เพราะความรู้สึกของผู้พูดมักสื่อไปถึงผู้ฟังด้วย

                อีกทั้งการพูดที่ดี ต้องมีลักษณะพูดชัด ไม่มีการออกเสียง  เป็น พูดคล่อง ไม่พูดติดขัด ผู้ฟังมักชอบนักพูดที่พูดคล่องไม่ติดขัด น่ารำคาญ นักพูดที่ดีจึงต้องมีการฝึกฝนการพูดให้คล่อง จดจำคำกลอนคำสุภาษิตให้แม่นถึงเวลานำมาใช้ต้องมั่นใจ ไม่พูดคำกลอน คำคมที่ผิดเพราะการพูดผิดหรือจำคำสุภาษิตคำกลอนผิด ก็จะทำให้ผู้ฟังขาดความเลื่อมใส ขาดศรัทธา

                การ พูดแล้วตรึงอารมณ์ผู้ฟัง นักพูดจะต้องมีไหวพริบปฏิณาณพอสมควร เนื่องจากการพูดแต่ละครั้งมีบรรยากาศหรือสถานที่แตกต่างกัน มีคนฟังไม่ว่าจะเป็นเพศ วัย อายุที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดจะต้องรู้จัก สร้างมุข หรือพูดสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองกับผู้ฟัง

                การ ตรึงอารมณ์ผู้ฟังจะต้องตรึงตั้งแต่เริ่มต้นการพูด จนสรุปจบ การสรุปจบในการพูดก็มีความสำคัญไม่น้อย ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ เมื่อฟังนักพูดท่านนี้แล้วอยากที่จะตามไปฟังอีก ดังนั้นการสรุปจบจึงมีความสำคัญมากในการพูดแต่ละครั้ง การพูดสรุปจบเราสามารถพูดสรุปจบได้หลายแบบ เช่น จบแบบสรุปความ จบแบบฝากให้ไปคิดต่อ จบแบบคำคม สุภาษิต คำพังเพย จบแบบชักชวนหรือเรียกร้อง ฯลฯ

ดังนั้นการพูดแล้วสามารถตรึงอารมณ์ผู้ฟังได้ตลอดเวลาของการพูด จึงมีความสำคัญไม่น้อย

เพราะเป็นความปรารถนาของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ที่ต้องการพูดหรือฟังแล้วเกิดความสุข เกิดความสนุก จะดีกว่าไหม

หาก เราพูดแล้วคนตั้งใจฟังย่อมดีกว่าพูดแล้วคนไม่สนใจฟัง จะดีกว่าไหมหากผู้ฟังฟังผู้พูดด้วยความสุข ความสนุกสนานย่อมดีกว่าฟังผู้พูดพูดด้วยความเบื่อหน่าย ทรมาน ไม่อยากฟัง

หลักการเขียนบทความ

หลักการเขียนบทความ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ลับปากกาคอยอนาคต เพราะการเขียนดี เป็นเครื่องมือสำคัญในความก้าวหน้าของท่าน

                ถ้า พูดถึงเรื่องงานเขียน งานเขียนมีหลายประเภทเช่น การเขียนนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียนเรียงความ การเขียนบทละคร การเขียนสารคดี การเขียนนวนิยาย การเขียนบทความ ฯลฯ

                ถ้า มีคนถามกระผมว่า แล้วผมชอบงานเขียนประเภทใด กระผมขอตอบแบบไม่คิดว่า กระผมชอบงานเขียนประเภทการเขียนบทความครับ แล้วกระผมก็มีโอกาสเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและระดับประเทศเฉพาะ เดือนละไม่ต่ำกว่า 15 บท ความ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบรรดานักเขียนที่มีผลงานเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะว่ากระผมทำงานประจำและทำงานหลายด้านจึงไม่ค่อย มีเวลาเขียน

                แต่การที่กระผมได้มีโอกาสเขียนบทความเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 บทความต่อเดือน แล้วเขียนมานานกว่า 10 ปี จึงอยากเขียนบทความฉบับนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ท่านผู้อ่านและถ้า ท่านผู้อ่านมีอะไรเพิ่มเติมก็สามารถเสนอความคิดเห็นถึงกระผมได้ครับ

                บท ความ หมายถึง ความเรียงร้อยแก้ว ที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน โดยมีหลักฐานประกอบ อ้างอิง แต่ควรมีความคิดเห็นของผู้เขียนมากกว่าการแสดงข้อมูลหลักฐานต่าง เพราะถ้ามีข้อมูลมากๆ ก็จะกลายเป็นรายงานไปในที่สุด

                การ เขียนบทความที่ดีควรจะมีลักษณะคือ ต้องมีความน่าสนใจ มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ มีความกะทัดรัด มีการอ้างอิง และมีวิธีการเขียนที่น่าสนใจชวนให้ติดตาม

                หลักการเขียนบทความที่ดี ควรมีโครงเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ มีคำนำ มีเนื้อเรื่องและมีสรุปจบ ซึ่งทั้ง 3 ตอน ต้องมีความสอดคล้องกัน  สัมพันธ์กัน อาจลำดับความตามเวลา อาจลำดับความจากเหตุไปสู่ผล อาจลำดับความจากคำถามไปสู่คำตอบ

                สำหรับ ชื่อเรื่อง ควรตั้งชื่อให้เป็นที่น่าสนใจ เมื่อคนอ่านแล้ว อยากรู้ อยากอ่านว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

                ลักษณะของการเขียนบทความที่ดีจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน ที่แหลมคม มีเหตุมีผล มีความคิดที่ลึกซึ้งกว่านักเขียนคนอื่นๆ  ขณะเดียวกันการนำเสนอ สำนวนโวหาร ที่ดีจะเป็นส่วนช่วยให้งานเขียนบทความเกิดความน่าอ่านยิ่งขึ้น

                งานเขียนแบ่งออกเป็นหลายประเภท สำหรับงานการเขียนบทความก็แบ่งออกเป็นหลายประเภทเช่นกัน เช่น งานเขียนบทความประเภทวิจารณ์  บทความสัมภาษณ์ บทความเชิงวิชาการ บทความวิเคราะห์ บทความชีวประวัติ บทความให้คำแนะนำ เป็นต้น

                ท้าย นี้กระผมอยากฝากคำแนะนำสำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการเขียนบทความ เริ่มแรกท่านควรเลือกเขียนเรื่องที่ตนเองถนัด มีประสบการณ์ ท่านก็สามารถเขียนเรื่องนั้นได้ง่ายกว่าการที่ท่านเลือกเรื่องที่ตนเองไม่มี ความรู้ ไม่มีความถนัด  เมื่อท่าน สามารถเขียนบทความจากเรื่องที่ตนถนัดแล้ว ท่านจะเริ่มมีทักษะในการเขียนบทความ และเมื่อท่านต้องการให้บทความท่านเป็นที่นิยมหรือผู้อ่านรู้จัก ท่านก็ควรเขียนบทความในเรื่องที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ

                อีก ทั้งไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือย ไม่เขียนวกวน ควรเขียนคำให้ถูกต้อง ควรมีพจนานุกรมไทยเป็นของตนเอง ควรมีย่อหน้าให้เหมาะสม เพราะการมีย่อหน้าจะทำให้ผู้อ่านอ่านบทความของท่านได้ง่ายกว่าการไม่มี ย่อหน้า  ต้องแสดงข้อมูลหลักฐานที่ เป็นความจริง เช่น สถิติ ตัวเลข แผนภูมิ ถ้าหากจะใช้วิธีการเขียนบทความแบบตั้งคำถามแก่ผู้อ่าน ก็ควรหาคำตอบไว้เป็นลำดับ  และต้องมีความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นความคิดเห็นประเภทสร้างสรรค์ ไม่ใช่ความคิดเห็นในทางทำลาย

ไม่มีน้ำตา เสียงหัวเราะจากนักเขียนก็ไม่มีน้ำตาและเสียงหัวเราะจากผู้อ่าน

เทคนิคการเขียนบทความ

เทคนิคการเขียนบทความ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

http://www.drsuthichai.com/

คนบางคนมีหนังสือเล่มเดียวในตัวเอง แต่บางคนมีหนังสือเป็นห้องสมุด

                กระผม ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการเขียนมาหลายบทความแล้วในตอนนี้เราจะมาพูดกันใน เรื่องสิ่งที่ต้องทราบก่อนการเขียนบทความ ซึ่งถ้าใครต้องการเขียนบทความท่านควรทราบสิ่งเหล่านี้ก่อน ท่านจึงจะสามารถเขียนบทความได้ดี

                -  ต้อง ทราบกลุ่มเป้าหมาย ในการเขียนบทความแต่ละบทท่านต้องท่านก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของท่านคือใคร ใครคือผู้อ่านและผู้อ่านของท่านเป็นคนกลุ่มไหน (เช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักการเมือง นักวิชาการ และชนชั้นกลาง ดังนั้นท่านจึงเขียนบทความเกี่ยวข้องกับ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม) อีกทั้งต้องทราบว่าหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ใดที่กลุ่มเป้าหมายของท่านอ่าน เช่น ถ้าต้องการให้คนสนใจการเมืองอ่านก็ต้องเขียนบทความทางการเมืองลงในหนังสือ พิมพ์ มติชน หรือหากต้องการให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ศิลปะวัฒนธรรมก็ต้องเขียนลงในนิตยสาร ศิลปะวัฒนธรรม  หากเป็นกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านอ่านก็ต้องเขียนบทความของท่านลงในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ,เดลินิวส์,บ้านเมือง  หากว่าเป็นนักธุรกิจหรือคนชั้นกลางอ่านท่านก็ต้องเขียนบทความของท่านลงในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ หรือ กรุงเทพธุรกิจ  

                - เมื่อ ท่านทราบกลุ่มเป้าหมายแล้วท่านต้องมาเรียนรู้เรื่องของเทคนิคในการนำเสนอ เช่นเรื่องของการ ย่อหน้าจะทำให้ผู้อ่านอ่านบทความของท่านได้ง่ายขึ้น การจับอารมณ์ของสังคมหรือการจับกระแสของสังคมในช่วงสถานการณ์ต่างๆ มีความสำคัญมาก เช่น การเขียนบทความ ตามเรื่องที่ผู้คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่มีผลกระทบกับสังคม เรื่องของการทำแท้ง เรื่องของอุบัติเหตุต่างๆในช่วงนั้นๆ หากท่านสามารถเขียนบทความได้ตามกระแส ท่านก็จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากกว่าการที่ท่านเขียนสิ่งที่ท่านต้องการ นำเสนอแต่ไม่ได้อยู่ในกระแสหรืออารมณ์ของคนในสังคม

                -  สำหรับ เนื้อหาของตัวบทความมีความสำคัญมาก สำคัญตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องจะตั้งชื่อเรื่องอย่างไรให้คนสนใจ การขึ้นต้นบทความอย่างไร ถึงจะเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน เนื้อหาอย่างไรให้สอดคล้องกลมกลืนกับการขึ้นต้นและสรุปจบบทความ

                - การ นำเสนอความคิดเห็นอย่างไรถึงจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงองค์ความรู้ของผู้เขียน เพราะบทความมักเน้นเรื่องความคิดเห็นของผู้เขียนมากกว่าเอกสารอ้างอิงหรือ หลักฐานต่างๆ ฉะนั้นผู้เขียนบทความที่มีความแหลมคมทางความคิดมากย่อมเป็นที่สนใจของผู้ อ่านเช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ท่านเขียนบทความได้แหลมคมและมีแง่คิดหลายชั้น หลายมุมมอง มาก กระผมเองเคยได้มีโอกาสสอบถามอาจารย์โดยกระผมได้รอพบท่านหลังจากท่านลงจาก เวทีสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่ง กระผมถามว่า อาจารย์ทำอย่างไร ความคิดถึงแหลมคมเหมือนอาจารย์ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กรุณาให้คำตอบกระผมและกระผมขออนุญาตนำเสนอ ณ บทความนี้ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่า เราต้องกล้าเถียงตัวเอง                 สำหรับ บทความนี้กระผมขอนำเสนอเพียงแค่นี้ก่อน แล้วหากมีโอกาสกระผมจะทยอยเขียนบทความเกี่ยวกับด้านการเขียนอีก เพื่อจะได้เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านผู้อ่าน มีคนถามกระผมว่า อยากเป็นนักเขียนเหมือนกันแต่ไม่มีเวลาเขียน ความจริงแล้วกระผมว่ามันอยู่ที่ใจรัก หากว่าเรารักในงานเขียนเราย่อมมีเวลาให้ แม้ว่างานจะมีมากมายแค่ไหน  ลองถามใจตนเองว่าเรารักการเขียนมากน้อยแค่ไหน

                                ถ้าท่านต้องการเป็นนักเขียนที่ดี ท่านจำเป็นต้องเขียน เขียนและเขียน