วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

จะพูดให้ดี…ต้องรู้จักสร้างความเชื่อมั่น...

จะพูดให้ดี…ต้องรู้จักสร้างความเชื่อมั่น...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                บุคคลไม่ว่าจะมีความรู้มากมายขนาดไหน มีการศึกษาสูงเพียงไร แต่หากขาดซึ่งความเชื่อมั่นแล้ว เขาก็ไม่สามารถนำเอาความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่นและประเทศชาติได้ เข้าทำนองคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ”
                ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ไม่มีการศึกษาสูง ไม่มีปริญญา มีการศึกษาน้อยนิด แต่เขาสามารถเป็นผู้นำและเปลี่ยนแปลงโลกได้ ดังเช่น ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำของเยอรมัน ไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่ด้วยความเชื่อมั่น เขาสามารถพูดชนะใจ ประชาชนชาวเยอรมัน และสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไปในแนวทางที่เขาวางไว้ได้
                ซึ่งความเชื่อมั่นนี้ ผู้ที่ต้องการเป็นนักพูด จะต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเชื่อมั่นในข้อมูลหรือความรู้ที่ตนเองได้เตรียมไว้ มีความเชื่อมั่นในความคิดความอ่านของตนเอง เพราะว่าหากท่านมีความเชื่อมั่นในตนเอง ท่านสามารถเป็นอะไรก็ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเป็นนักพูด
                ความเชื่อมั่นนี้มีความสำคัญมากในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เพราะถ้าหากผู้พูดไม่เชื่อมั่นในตนเองแล้ว ผู้ฟังก็มักจะไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีความศรัทธาในตัวของผู้พูด  ความเชื่อมั่นนี้ยังรวมถึงการแสดงออกภายนอกของผู้พูดอีกด้วย เช่น ท่าทาง บุคลิกภาพ น้ำเสียงในการพูด สีหน้า ฯลฯ
                ความประหม่า ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น ซึ่งวิธีแก้ความประหม่า เคยมีครูอาจารย์หลายท่านที่ได้แนะนำไว้ว่า ผู้พูดควรพูดเสียงดังกว่าปกติเพียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น แล้วค่อยเบาเสียงลงให้อยู่ในภาวะปกติ หรือ ก่อนพูดควรดื่มน้ำเย็นเพียงสักเล็กน้อย ต้องขอย้ำนะครับว่า เพียงสักเล็กน้อย เพราะถ้าบางท่านนำคำแนะนำไปใช้แต่ดันดื่มมาก จะทำให้เกิดการปวดฉี่ได้ในเวลาพูดบนเวที หรือ ก่อนขึ้นพูดควรพูดปลุกกำลังใจตนเองในใจ เช่น สู้ตาย , การพูดในหัวข้อนี้ข้าพเจ้ารู้ดีที่สุด , ใครเต็มที่ไม่เต็มที่ไม่รู้เราเต็มที่ไว้ก่อน ฯลฯ
                ฉะนั้น หากใครสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้นนี้ ก็จะช่วยลดความประหม่าไปได้บางส่วน แต่ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุด ในการแก้ความประหม่าก็คือ ท่านต้องขึ้นพูดบ่อยๆ นั้นเอง เพราะ ถ้าเรากลัวสิ่งไหนแล้วเราทำสิ่งนั้น ความกลัว ความประหม่า ก็จะลดน้อยลงไปเอง
 และไม่ควรเชื่อคำแนะนำที่ผิดๆ เนื่องจากบางท่านมีอาการประหม่า จึงไปถามเพื่อนฝูงว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่อนฝูงบางท่านจึงแนะนำให้ไปดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ หรือ เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์  ซึ่ง หากท่านใดปฏิบัติตามอาจก่อให้เกิดปัญหาได้มากกว่าที่จะแก้ปัญหา เนื่องจากเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เมื่อดื่มไปมากๆ มักทำให้ผู้พูด ขาดสติหรือมีสติลดน้อยลง อาจทำให้เกิดการผิดพลาดในการพูดได้
                แต่ หากว่าเรามองโลกในแง่ดี ความจริงความประหม่า ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะเจ้าตัวประหม่านี้จะทำให้นักพูดท่านนั้น เกิดพัฒนาตนเองได้มากขึ้น เนื่องจากหากข้อมูลไม่พร้อม การเตรียมตัวไม่ดี ก็อาจจะทำให้เกิดความประหม่าหรือความกลัว ฉะนั้น เพื่อลดความประหม่าและลดความกลัว จึงทำให้เกิดการเตรียมข้อมูลมากขึ้น เตรียมการพูดมากขึ้น เมื่อเตรียมการพูดมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการพูดยิ่งขึ้น
                ตรงกันข้าม หากผู้ใดไม่มีความประหม่า ไม่วิตกกังวลเลย ก็จะทำให้ผู้นั้นประมาท ซึ่งมีผลทำให้ขาดการเตรียมข้อมูล ขาดการเตรียมตัว ไม่ทำการบ้าน กล่าวคือมีความรู้แค่ไหนก็พูดแค่นั้น ทำให้การพูดในครั้งนั้นๆ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีข้อมูลใหม่ๆ มานำเสนอ ขาดตัวอย่างประกอบ

                ดังนั้น หากท่านปรารถนาจะเป็นนักพูด ท่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ไม่มีใครหรืออิทธิพลอันใดที่จะช่วยท่านได้ นอกจากตัวของท่านเอง ตัวเราเองต่างหากที่กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง ว่าเราจะเป็นนักพูด ตามที่เราใฝ่ฝันได้หรือไม่  ตัวเราเองต่างหากต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง  เราจะเป็นนักพูดระดับธรรมดาสามัญ หรือ นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและความปรารถนาอย่างแรงกล้าในตัวของเรา

ข้อดีของการให้ถูกออกจากงาน

ข้อดีของการให้ถูกออกจากงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในช่วงสภาวะการที่องค์กรลดกำลังคน หรือ ในช่วงภาวะปกติ การว่างงาน การตกงานถือว่าเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ของการใช้ชีวิตของการทำงาน และกระผมเชื่อแน่ว่าหลายๆท่าน ในขณะนี้ คงประสบกับภาวะการว่างงาน ดังกล่าวคือ การถูกไล่ออกจากงานหรือถูกให้ออกจากงาน หลายท่านทำใจได้ยาก นั่งกลุ้มใจ เป็นทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้ว การถูกให้ออกจากงาน มีข้อดีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ข้อดีของการถูกให้ออกจากงาน คือ
                1.ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เรา มีอิสระ อย่างเต็มที่ เพราะชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เรามักถูกควบคุมด้วย เรื่องของ กฎ ระเบียบ เวลา สถานที่ เจ้านาย เช่น การทำงานประจำมักต้องมีเวลาเข้าออกในการทำงาน , ต้องมีกฎระเบียบ วันลา  วันหยุด วันทำงาน , ต้องทำงานตามสถานที่ที่องค์กรกำหนด ไม่ว่าจะต้องถูกย้ายไปอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ , อีกทั้งยังเป็นอิสระจากเจ้านายที่คอยบ่น บังคับ ควบคุม ฯลฯ
                2.ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ ตามใจที่เราปรารถนา ในขณะที่ตอนที่เราทำงานประจำเราไม่สามารถทำได้ เช่น ออกเดินทางไปต่างจังหวัดไปหรือไปต่างประเทศ ในช่วงระยะเวลานานๆ ได้ , ทำให้มีเวลาว่างในการอยู่กับครอบครัวมากขึ้น , มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น , มีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ มากขึ้น , ทำให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้เป็นเวลาที่นานๆขึ้นกว่าตอนที่ต้องทำงานประจำ ที่ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องลำบากในการเดินทางโดยใช้เวลานานๆ ฯลฯ
                3.ทำให้เราได้มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพมากขึ้น เช่น ไปอบรมตามสถาบันต่างๆ , ไปอบรมในหลักสูตรต่างๆ ตัวอย่าง ไปพัฒนาทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ไปพัฒนาทักษะทางด้านการใช้ภาษาอังกฤษ , ไปพัฒนาทักษะในการเขียนหนังสือ , ทำให้เราได้มีโอกาสใช้เวลาว่างในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานของเราให้ดียิ่ง ขึ้น หรือบางท่านอาจใช้เวลาว่างนี้ในการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี , ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ฯลฯ
                4.ทำให้เราได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้คนต่างๆ เช่น ทำให้เราใช้เวลาว่างในการไปเยี่ยมเยือนญาติที่ไม่ได้มีโอกาสติดต่อกันนาน , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบไปหาคุณพ่อคุณแม่ , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบปะกันมานาน ฯลฯ การพบปะพูดคุยกันจะทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนและเมื่อมีอะไรดีๆ เขาก็จะคอยให้ความช่วยเหลือเรา
                5.เป็นข้อที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ทำให้เราได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น โดยหาตัวตนว่าสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักจริงๆ คืออะไร ข้อดีของเรามีอะไรบ้าง ข้อบกพร่องของเรามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น บางท่านทำงานประเภทต่างๆ มามากมาย เปลี่ยนงานมาหลายสิบงาน แต่สุดท้ายถูกให้ออกจากงาน แล้วจึงกลับมาทบทวนตนเองดูว่าตนต้องการอะไร หรือ รัก ชอบ อะไร จริงๆ ในชีวิต ปรากฏว่า เขารักในการทำอาหาร ชอบทำอาหาร จึงได้เปิดร้านขายอาหาร หรือ ร้านขายขนม จนสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและครอบครัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ เขามีความสุขเป็นอย่างมากในการทำอาหาร เป็นต้น
                 สรุป คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านบวก ด้านลบ มีทั้งด้านดีและด้านเสีย หากเราสามารถมองโลกในแง่ดี  เราก็สามารถมีความสุขในการใช้ชีวิต เนื่องจากชีวิตของคนเราสั้นนัก เราจึงไม่ควรอมทุกข์ การตกงานหรือการว่างงาน จึงมีข้อดี หากเราสามารถมองในด้านดี  ซึ่งกระผมยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายข้อ เช่น หากเราทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี  หรือ ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะ การถูกให้ออกจากงานจึงทำให้เรามีความปลอดภัยในเรื่องของสุขภาพ คุณภาพชีวิต อีกด้วย

เทคนิคการพูดเพื่อนำเสนอ

เทคนิคการพูดเพื่อนำเสนอ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                การพูดเพื่อนำเสนอ เป็นการพูดที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน เราทุกคนต่างก็เป็นนักนำเสนอ เพียงแต่ใครจะเป็นผู้นำเสนอได้ดีและมีประสิทธิภาพกว่ากัน เช่น เด็กๆ ต้องพูดนำเสนอเพื่อขอเงินผู้ปกครองไปซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ , นักขายพูดนำเสนอขายสินค้าแก่ลูกค้า , ผู้ให้บริการต้องพูดนำเสนอการให้บริการที่ประทับใจแก่ผู้รับบริการ , นักการเมืองต้องพูดเพื่อนำเสนอนโยบายแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ เลือกตนเข้าไปบริหารประเทศ , ผู้เผยแพร่ศาสนาต้องพูดนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังเชื่อถือ ศรัทธาและนำไปปฏิบัติ ฯลฯ
                ในบทความนี้ใคร่ขอแนะนำเทคนิคบางประการที่จะทำให้การพูดเพื่อนำเสนอให้เป็นที่สนใจและดึงดูดใจผู้ฟัง ดังนี้
                1.ต้องวิเคราะห์ผู้ฟัง การพูดนำเสนอที่ดีและประสบความสำเร็จ สิ่งที่ผู้พูดควรคำนึงถึงอันดับแรก คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง ต้องรู้ว่าผู้ฟังคือใคร มีเพศใด มีอายุเท่าไร สถานภาพของผู้ฟังเป็นอย่างไร ทำงานอาชีพอะไร ความรู้การศึกษาของผู้ฟังอยู่ระดับไหน ผู้ฟังนับถือ ศาสนา มีวัฒนธรรม มีประเพณีอะไร  แล้วผู้ฟังมีความต้องการอะไร รักชอบอะไร การวิเคราะห์ผู้ฟังและการพูดในสิ่งที่ผู้ฟังมีความต้องการจะทำให้ผู้พูด สามารถพูดนำเสนอเพื่อเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟังได้ ทั้งนี้การวิเคราะห์ผู้ฟังยังรวมไปถึง เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้ฟังในขณะฟังผู้พูดพูดอีกด้วย
                2.ต้องเตรียมเนื้อหาที่จะพูด ควรมีองค์ประกอบตามโครงสร้าง คือ คำขึ้นต้น เนื้อเรื่อง และสรุปจบ  อีกทั้งต้องทำให้ทั้ง 3 ส่วน มีความสอดคล้อง กลมกลืนไปในทิศทางหรือเนื้อหาเดียวกัน ดังตัวอย่าง
2.1.การขึ้นต้นการพูดที่ดีเราต้องรู้จักสร้างความสนใจ สร้างความตื่นเต้น สร้างความอยากที่จะฟัง แก่ผู้ฟัง ซึ่งการขึ้นต้นมีเทคนิคหลายอย่าง เช่น
- การขึ้นต้นโดยตั้งคำถาม (ท่านผู้ฟังครับ ท่านผู้ฟังอยากมีเงินล้านภายใน 1 ปี หรือเปล่าครับ การขึ้นต้นประโยคดังกล่าว จะทำให้ผู้ฟังอยากที่จะฟังเรื่องราวของผู้พูด ว่าทำอย่างไรถึงจะมีเงินล้านภายใน 1 ปี ได้ )
- การขึ้นต้นด้วยการสร้างความสงสัย ( ท่านเชื่อไหมว่าเราสามารถอายุยืนนานถึง 110 ปี)
- การขึ้นต้นด้วยการพาดหัวข่าว( แม่แจ้งจับพระใช้ไฮไฟว์ลวง ม.3 เข้ากุฏิ)
-  การขึ้นต้นด้วยการอ้างอิง ( มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า สมุนไพรไทยรักษาโรคได้เกือบทุกชนิด)
สำหรับการขึ้นต้นมีความสำคัญมากสำหรับการพูดนำเสนอ หากเราขึ้นต้นได้ดี ก็จะทำให้ผู้ฟังอยากติดตามเรื่องราวที่จะนำเสนอในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่ถ้าหากขึ้นต้นไม่มี ไม่ดึงดูดใจผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้ฟังไม่อยากฟังเรื่องราวในส่วนของเนื้อหาต่อไป
2.2.เนื้อเรื่อง เป็นส่วนของเนื้อหาที่ต้องสอดคล้องกับคำขึ้นต้น เป็นส่วนที่มีเนื้อหามากกว่า ส่วนขึ้นต้นและสรุปจบ อาจพูดได้ว่ามีสัดส่วนดังนี้( คำขึ้นต้น 5-10 เปอร์เซ็นต์  เนื้อเรื่อง 80-90 เปอร์เซ็นต์และสรุปจบ 5-10 เปอร์เซ็นต์) เช่น
- เรียงตามลำดับ เวลา สถานที่ เช่น เรียงลำดับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต , เรียงจากจังหวัดเหนือสุดไปใต้สุด ฯลฯ
- ใช้ตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเรื่องราวบางอย่างอาจจะเป็นนามธรรม แต่การยกตัวอย่างจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น
- เน้นจุดมุ่งหมายเดียว การพูดในส่วนเนื้อหาที่ดี ควรให้อยู่ในจุดมุ่งหมายหรือประเด็นเดียว ไม่ควรพูดหลายประเด็น จนผู้ฟังฟังแล้วเกิดความสับสนว่าผู้พูดต้องการนำเสนออะไรกันแน่
2.3.สรุปจบ  เป็นส่วนสุดท้าย ท้ายสุด การสรุปจบที่ดี ควรทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ ตรึงใจ เช่น
- ฝากแง่คิด เป็นการพูดเพื่อฝากให้ผู้ฟังนำไปคิดต่อไป
- เรียกร้อง เชิญชวน เป็นการสรุปจบแบบ ขอร้อง เชิญชวน ให้ผู้ฟังกระทำสิ่งที่ผู้พูดต้องการ เช่น เชิญชวนให้เลิกบุหรี่ สุรา ยาเสพติด เชิญชวนให้ผู้ฟังได้ออกกำลังกาย
3.หาประสบการณ์ เทคนิคข้อนี้มีความสำคัญเป็นอันมาก คนที่มักไม่มีความมั่นใจในการนำเสนอของตน ก็เนื่องจากขาดประสบการณ์ การหาประสบการณ์ในการพูดนำเสนอจะทำให้ ผู้พูดนำเสนอเกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น อีกทั้งจะทำให้รู้ว่าตนเองควร ปรับปรุง แก้ไข พัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง
4.อย่าออกตัว การพูดนำเสนอที่ดี ผู้พูดไม่ควรออกตัว การออกตัวหรือกล่าวคำขอโทษผู้ฟัง จะทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่มั่นใจ และทำให้ผู้ฟังขาดความศรัทธา ความเชื่อถือ ในตัวผู้พูด เช่น พูดว่าเรื่องที่จะนำเสนอนี้กระผมไม่ค่อยมีความรู้สักเท่าไร ,  การนำเสนอในครั้งนี้กระผมไม่ค่อยได้เตรียมตัวมาต้องขอโทษผู้ฟังด้วย ถ้าหากกระผมพูดอะไรผิดพลาด ฯลฯ
ดังนั้น การพูดเพื่อนำเสนอ จึงมีความสำคัญ สำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ความก้าวหน้าในการทำงาน อีกทั้งยังทำให้ท่านเกิดความได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ฝึกฝน  ในการพูดนำเสนอ

6 W 1 H สำหรับการพูด

6 W 1 H สำหรับการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                การพูดการนำเสนอที่ดี ผู้พูดควรรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ และควรมีหลักการในการนำเสนอ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปประยุกต์ใช้ ในบทความนี้ กระผมขอนำเสนอในเรื่อง 6 W 1 H สำหรับการพูด มีดังนี้
                1 What คือ เราต้องตอบคำถามก่อนว่า เราจะนำเสนอเรื่องอะไร  การที่เราจะไปพูดในงานต่างๆ เราต้องทราบก่อนว่า เจ้าของงานต้องการให้เราพูดเรื่องอะไร ฉะนั้นเราต้องถามรายละเอียดต่างๆก่อนที่จะไปพูด เนื่องจากบางแห่ง ต้องการให้เราไปพูดเรื่องสัตว์ปีก แต่ในความเป็นจริงเรื่องสัตว์ปีกมีจำนวนมาก ผู้พูดจึงควรถามให้ลึกลงไปว่า ที่ว่าจะให้พูดเรื่องสัตว์ปีกจะให้พูดเน้นไปในสัตว์ปีกชนิดไหน เช่น ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ เพราะในสมัยอดีต เคยมีเรื่องเล่ากันว่า ชาวบ้านหมู่บ้านแห่งหนึ่งต้องการให้อาจารย์ท่านหนึ่งไปพูดเรื่องสัตว์ปีก แต่อาจารย์ท่านนี้เคยมีประสบการณ์ทางด้านการพูดอยู่มาก จึงถามผู้เชิญไปพูดว่า ที่ต้องการให้พูดเรื่องสัตว์ปีกเป็นสัตว์ปีกประเภทไหน ปรากฏว่าชาวบ้านต้องการให้ผู้พูดพูดเกี่ยวกับสัตว์ปีกประเภท จิ้งหรีด แมงมัน เพราะชาวบ้านคิดว่า จิ้งหรีด แมงมันคือสัตว์ปีก ดังนั้น ผู้พูดต้องถามเจ้าของงานให้ชัดเจนถึงเรื่องที่จะให้พูด
                2 Why คือ นำเสนอทำไม มีวัตถุประสงค์อย่างไร การพูดที่ดี เราควรรู้ว่างานที่ให้ไปพูดเขามีวัตถุประสงค์อย่างไร เช่น ต้องการได้รับความรู้จากผู้พูด หรือต้องการได้รับความบันเทิงสนุกสนานในการพูดหรือต้องการให้ผู้พูดพูดจูงใจ ให้ผู้ฟังคล้อยตามและนำไปปฏิบัติ หากว่าผู้พูดทราบวัตถุประสงค์ของเจ้าของงานแล้ว ก็จะทำให้ผู้พูดพูดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ยิ่งขึ้น
                3 Whom นำเสนอต่อใคร ใครเป็นผู้ฟัง ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้ฟังมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จในการพูด หากผู้พูดต้องการความสำเร็จในการพูด ผู้พูดควรวิเคราะห์ผู้ฟัง ว่าผู้ฟังเป็นใคร อายุ เพศ วัย การศึกษา การนับถือศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีอะไร
                4 Who ผู้พูดต้องทราบว่าตนเองนำเสนอหรือพูดในฐานะใด เนื่องจากคนเราส่วนใหญ่มีบทบาทต่างๆ มากมาย เช่น เป็นผู้บริหาร เป็นนักขาย เป็นนักเขียน เป็นนักจัดรายการ เป็นนักศึกษา เป็นนักร้อง ฯลฯ ดังนั้น หากเราสวมบทบาทนักศึกษา การนำเสนอก็ต้องออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราสวมบทนักขายเราก็ต้องพูดนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งแก่ลูกค้า เป็นต้น
                5 Where นำเสนอการพูดที่ไหน สถานที่ สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เช่น พูดในวัด พูดในห้องประชุม พูดกลางท้องสนามหลวง พูดในห้องอบรมบรรยาย ฯลฯ การวิเคราะห์สถานที่จะทำให้เราเตรียมการพูดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสถาน ที่นั้นๆ
                6 When นำเสนอเมื่อไร สถานการณ์เป็นอย่างไร การพูดที่ดีต้องรู้จัก วิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด ว่าเราควรพูดด้วยคำพูดอย่างไร ถึงจะเข้าถึงใจผู้ฟัง เช่น สถานการณ์การชุมชนทางการเมือง ควรพูดด้วยท่าทางที่จริงจัง เสียงดัง ฟังชัด ไม่ควรพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา เนื่องจากการพูดทางด้านการเมืองต้องใช้ ท่าทาง น้ำเสียง ภาษา การอ้างอิง เพื่อที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและยอมรับ
                1 How เสนออย่างไร  จึงจะประสบความสำเร็จในการพูด การนำเสนอมีส่วนสำคัญมากต่อการพูด ยิ่งในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยช่วยในการนำเสนอ เช่น มีคลิปวีดีโอ มีเสียง มีคอมพิวเตอร์ มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะทำให้การนำเสนอของเราเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น จงกล้าที่จะเรียนรู้ เทคโนโลยี เพื่อที่จะนำมาใช้ในการพูด
                6 W 1 H จึงเป็นหลักการที่สามารถนำมาใช้หรือนำมาประยุกต์ใช้ในการพูดของท่านได้ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในการพูด ขอให้ท่านได้โปรดเรียนรู้ พัฒนา ตนเองเพิ่มเติม อีกทั้ง หลักการ 6 W 1 H ยังสามารถนำไปใช้ในศาสตร์ต่างๆ  เช่น ศาสตร์ทางด้านการขาย 6 W 1 H สามารถนำไปประยุกต์ใช้วิเคราะห์ลูกค้า หรือ 6 W 1 H  สามารถนำไปใช้สำหรับเป็นหลักในการเขียนหนังสือได้อีกด้วย

ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี

ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
J  ความสำเร็จมักก่อตัวขึ้น จากเถ้าถ่านของความล้มเหลว...
J  ระดับความสำเร็จคือแรงสะท้อนจากการเคยประสบความล้มเหลวมาก่อน
J  ไม่มีใครลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้โดยไม่แข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่าเดิม
  • กระผมเชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยคเหล่านี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลว ซึ่ง
บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน มักจะต้องผ่านความล้มเหลวมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น แต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนมีโชค วาสนา แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักจะต้องเคยผ่านความยากลำบาก เคยผ่านความล้มเหลวมาเกือบทุกคน
-                    บิล เกตส์ กว่าจะร่ำรวยและประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ เขาต้องทุ่มเท กำลังใจ
 กำลังกายและกำลังความคิด เขาต้องพบกับความล้มเหลวนานัปการในการเริ่มต้นธุรกิจของเขา เพื่อนมักจะดูถูกเขาว่าเป็นคนสกปรก บ้าคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเขาเคยถูกบริษัท  IBM  ดูถูกว่าเขาเป็นแค่ เด็ก แต่ในที่สุด เขากลับกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
-                    เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ บุรุษเหล็กแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่ 2
ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนติดอ่าง และมีปัญหาทางการพูดอย่างมาก เขาเคยล้มเหลวในการพูด เคยถูกดูถูกทำให้เขาได้รับความอัปยศอดสู แต่แล้วเมื่อเขาผ่านการฝึกฝน เขาไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวในที่สุด เขากลายเป็นนักพูดระดับชาติและผู้คนยอมรับเขาทั่วโลกในการพูดเลยทีเดียว  มีครั้งหนึ่งที่ท่านได้ถูกนิสิต นักศึกษา ถามว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ตอบว่า “ Never ,Never ,Never , Never ,Never Give Up ” แปลว่า  (ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ล้มเลิก)
-                    วอลท์ ดีสนีย์  ราชาการ์ตูนวอลท์ ดีสนีย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็พบกับความล้มเหลวมาอย่างมาก
มาย เขาเคยตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ แต่ถูกพนักงานบริษัทของเขายักยอกเงินหอบเงินหนีไป บริษัทของเขาประสบปัญหาจนล้มละลาย หลังจากที่เขาใช้หนี้จนหมด เขาจึงเริ่มสร้างภาพยนตร์ใหม่โดยการเช่าโรงรถของอาของเขา ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่เขาต่อสู้จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนจนโด่งดังไปทั่วโลก
-                    และยังมีตัวอย่างของผู้ประสบความล้มเหลวอีกมากมายที่ต่อสู้จนประสบความสำเร็จในธุรกิจ
จงกล้าที่จะล้มเหลว เพราะบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพบหรือเคยต่อสู้กับความล้มเหลวมาก่อน มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือทำกิจการใดๆ
ความจริงแล้ว ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่า
เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราไม่ล้มเลิก สักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จ จงอย่าหยุดเสียกลางคัน จงอย่าเลิกล้มความพยายาม เพราะนักปราชญ์ในอดีตบางท่านได้กล่าวไว้อย่างสวยงามว่า “ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของท่าน ถ้าหากว่าท่านล้มเหลวถึงสิบครั้ง แต่ท่านก็ยังได้พยายามต่อไป นั้นแสดงว่าความมีอัจฉริยะได้เกิดขึ้นในหน้าที่การงานของท่านแล้ว จงพยายามทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
                                                จงอย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถตราหน้าเราได้ว่าเราเป็นคนล้มเหลวได้ นอกจากตัวเราเอง อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมาตัดสินตัวเรา อย่าให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตของเรา “ ผู้ชนะไม่เคยยอมจำนน และผู้ยอมจำนนไม่มีวันชนะ ” เป็นคติพจน์ของคนโบราณแต่ก็ยังใช้ได้และให้แง่คิดกับเราได้เป็นอย่างดี
                                                จงระลึกไว้ว่า ความล้มเหลว ความลำบาก ความทุกข์ยาก ทุกครั้ง ได้แฝงมาซึ่งประโยชน์ในอนาคตที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

การฝึกฝนให้เป็นคนขยันขันแข็ง

การฝึกฝนให้เป็นคนขยันขันแข็ง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                คนที่มีนิสัยที่ขยันขันแข็งมักเป็นคนที่มีความเพียรพยายาม อีกทั้งยังเป็นคนที่ทำงานด้วยความสม่ำเสมอ ซึ่งนิสัยความขยันขันแข็งมักตรงกันข้ามกับนิสัยที่ขี้เกียจ คนขี้เกียจมักปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ มักไม่เห็นคุณค่าของเวลา  ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสไปสอบถามหน่วยงานต่างๆ องค์กรต่างๆ ว่าทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ต้องการคนที่มีนิสัยขยันขันแข็งหรือว่าต้องการคนที่มีนิสัยขี้เกียจ กระผมเชื่อแน่ว่าทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ ต้องการคนที่มีนิสัยขยันขันแข็ง”
                ดังนั้น องค์กรใด หน่วยงานใดและประเทศใด ที่มีคนที่ขยันขันแข็งมากกว่า องค์กรนั้น หน่วยงานนั้น และประเทศนั้น ก็จะมีความเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นบุคคลที่มีนิสัยความขยันขันแข็ง ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน และทุกประเทศชาติ ซึ่งนิสัยความขยันขันแข็งเราสามารถฝึกฝนได้ดังนี้
  1.ปลูกฝังความเพียร ความเพียรพยายามเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ อีกทั้งทำให้เรามีนิสัยขยัน
ขันแข็ง คนที่มีความเพียรไม่ได้หมายความว่าจะทำงานหักโหมแต่ตอนแรก แล้วตอนปลายก็ไม่ทำ แต่คนที่มีความเพียร มักเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีความสม่ำเสมอ ไม่เป็นคนใจร้อน แต่เป็นคนที่ทำแล้วไม่หยุด ดังคำเปรียบเทียบที่ว่า “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินยังกร่อน มิใช่ด้วยความรุนแรงของหยดน้ำ  หากทว่าด้วยความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอต่างหาก”
                2.ต้องฝึกฝนตนเองให้ ททท.หรือทำทันที คนขยันขันแข็ง มักจะไม่ปล่อยให้งานที่จะต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ แล้วนำไปทำในวันพรุ่งนี้ ไม่เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยทำงานแบบ “ ดินพอกหางหมู ” แต่จะเป็นคนที่มีการวางแผนและการบริหารเวลาที่ดี มีการรู้จักลำดับความสำคัญของงานที่ตนเองทำ
                3.ยึดหลัก อิทธิบาท 4 ในการทำงาน กล่าวคือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา  ฉันทะ คือ ความรักในงานที่ตนเองทำ วิริยะความพยายาม ความเพียรในงาน จิตตะ คือมีจิตใจจดจ่อสนใจในงานที่ตนเองทำและวิมังสาคือการใคร่ครวญ วิเคราะห์ ไตร่ตรอง ในผลงานของตนเอง
                4.ฝึกสมาธิในการทำงาน คนที่ขยันขันแข็ง มักเป็นคนที่มีสมาธิในการทำงานของตนเอง คนที่มีสมาธิในการทำงานมักไม่เป็นคนที่ชอบพูดเพ้อเจ้อหรือเป็นคนคิดฟุ้งซ่าน แต่จะเป็นคนที่มีความคิดเป็นระบบ และมีความมุ่งมั่นในงานที่ตนเองทำ
                5.ต้องเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต คนที่มีความขยันขันแข็งมักเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต หากไม่มีเป้าหมายในชีวิตหรือเป้าหมายในการทำงานแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้น  ไม่มีความพยายาม แต่ในทางตรงกันข้าม หากว่าเรามีเป้าหมายในชีวิตหรือเป้าหมายในการทำงาน ก็จะทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง อีกทั้งมีความสุข และความสนุกสนานในการทำงาน
                6.ต้องฝึกความคิดให้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการหรือระบบ การมีกระบวนการหรือระบบในการทำงาน จะทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น  ซึ่งการทำงานอย่างเป็นกระบวนการหรือเป็นระบบ เราต้องคำนึงถึง เรื่องของการวางแผนในการทำงาน การรู้จักประยุกต์ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นต้น
                7.ต้องฝึกควบคุมตนเอง ความขยันขันแข็งเราสามารถสร้างขึ้นมาได้ ด้วยตัวของเราเอง คนที่มีความขยันขันแข็ง มักเป็นคนที่รู้จักควบคุมตนเองได้  ต้องรู้ว่าตนมีงานต้องทำ ก็ต้องพยายามปฏิเสธสิ่งที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานเช่น การเล่น การพูดคุย จนทำให้งานสำคัญที่จะต้องทำเสียหาย , การรู้จักบริหารเวลา เมื่อวางแผนจะทำงานชิ้นใดแล้วก็ต้องพยายามฝืนใจทำหรือควบคุมตนเองให้ทำให้ เสร็จ
                จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ความขยันขันแข็ง เราสามารถสร้าง เราสามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้
ความขยันขันแข็งจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน เป็นเครื่องมือสร้างอนาคต บุคคลใดก็ตาม ถึงแม้จะฉลาดหรือเก่งสักปานใด แต่มีนิสัยเกียจคร้าน บุคคลนั้นก็มักจะเจริญก้าวหน้าในที่ทำงานได้อย่างไม่มั่นคงและถาวร ถ้าขาดซึ่งความขยันขันแข็ง

ทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด

ทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า มีความเป็นธรรม ทุกคนในโลกนี้ มีเวลาเท่ากันกล่าวคือ 1 วัน มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ใครจะใช้เวลาให้มีค่าและเกิดประโยชน์มากกว่ากัน ศิลปะการใช้เวลาหรือการบริหารเวลา จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้  กระผมได้มีโอกาสเข้าอบรมเรื่องการบริหารเวลาและได้อ่านหนังสือการบริหารเวลา อีกหลายสิบเล่ม และได้ลองทดลองกับตัวเอง โดยสรุป กระผมมีความคิดเห็นว่าเคล็ดลับที่สำคัญของการบริหารเวลา ก็คือ จงทำในเรื่องที่ให้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด และต้องลงมือทำทุกเวลานาที
                ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตหรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จงค้นหาว่าสิ่งใดที่ทำให้ท่านได้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด แล้วลงมือทำมัน ทำมันทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด เช่นกันหากคุณอยู่ในองค์กรของคุณ จงค้นหาว่าอะไรที่ให้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด แล้วจึงให้คนในองค์กรลงมือทำมันทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด แล้วองค์กรของท่านจะประสบความสำเร็จ
                บุคคลที่ประสบความสำเร็จกับการบริหารเวลา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องการบริหารเวลา ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านเป็นนักการเมือง ท่านเป็นนักปราชญ์ ท่านเป็นนักธุรกิจ ท่านเป็นนักคิด ท่านคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาจนทำให้ประเทศอเมริกา ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น คิดธนบัตร , คิดเรื่องประกันภัย , คิดหอสมุดสาธารณะ ฯลฯ หลายท่านอาจคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนที่มีการฝึกฝนตนเองเสมอ มีการวางแผน มีการเตรียมการ ซึ่งพวกเราทุกคนก็สามารถทำได้ดังเขา
                การพัฒนาความคิด การพัฒนาสมอง เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำหากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ ซึ่งเราอาจทำได้โดยการ ฟังเทป ให้ความรู้ในรถยนต์ขณะเดินทางไปต่างจังหวัดหรือในขณะเดินทางไปทำงาน ก็จะทำให้ท่านได้ใช้เวลาทุกๆนาทีให้มีค่ามีความหมายได้อย่างดีทีเดียว อาจเป็นเทป เรื่องราวที่ปลุกกำลังใจ , เทปวิชาการทางด้านการขาย , เทปวิชาการทางด้านการพูด ฯลฯ
                จงใช้เครื่องมือช่วยในการบริหารเวลา เครื่องมือมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารเวลา เพราะจะทำให้การบริหารเวลา มีความง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องมือในยุคปัจจุบันที่ช่วยในเรื่องการบริหารเวลามีมากมาย เช่น โทรศัพท์สมัยใหม่ที่มีการกำหนดวันนัดและสามารถบันทึกสิ่งต่างๆลงไปในเครื่อง รับเพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารเวลาได้ , IPAD เราสามารถบันทึกสิ่งต่างๆ ลงในเครื่องเพื่อใช้ในการบริหารเวลาได้ ฯลฯ
                แต่โดยส่วนตัวของผม ผมมักชอบใช้การจดหรือเขียนลงในกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ สมุดบันทึก สมุดไดอารี่ สมุดปฏิทิน ซึ่งทำได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า การจดบันทึกในกระดาษมีข้อดีหลายอย่าง เช่น เราสามารถวาดรูป ออกแบบตัวหนังสือ ขีดเขียนได้ตามความรู้สึกของเรา อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาในการเปิด ดังเช่น เครื่องโทรศัพท์หรือเครื่องมือที่ทันสมัย เพราะเครื่องมือเหล่านี้ บางอย่างเวลาเปิดมักจะต้องเสียเวลาไม่ทันใจ ตัวอย่างเช่น การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
                สำหรับปัญหาที่มักพบในเรื่องของการใช้เวลาของคนส่วนใหญ่ คือ คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบวางแผนในการบริหารเวลา , คนส่วนใหญ่มักไม่ยอมจัดลำดับความสำคัญของการใช้เวลาว่างานไหน สำคัญหรือไม่สำคัญ งานไหน เร่งด่วน หรือไม่เร่งด่วน, คนส่วนใหญ่มักผัดวันประกันพรุ่ง , คนส่วนใหญ่มักไม่มีเป้าหมายหรือไม่ตั้งเป้าหมายในการทำงาน ฯลฯ
                ดังนั้น จงทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด แล้วท่านก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากมายในการบริหารเวลา เช่น ท่านจะมีเวลามากขึ้น , ท่านจะมีเวลาทำในสิ่งที่ตนเองต้องการมากขึ้น , ความเครียดของท่านจะลดน้อยลง , การตัดสินใจของท่านจะดีขึ้น , สุขภาพของท่านจะดีขึ้นหากว่าท่านจัดเวลาสำหรับการออกกำลังกาย ฯลฯ