วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ึึ7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี

7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การสื่อสารของมนุษย์มีความสำคัญและมีความจำเป็นมากในการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม กล่าวคือ มีการอยู่ร่วมกัน มีการช่วยเหลือกัน มีการแบ่งงานกันทำ ดังนั้น การสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยคำพูด การเขียน การใช้ท่าทาง จำเป็นจะต้องมีการพัฒนา ในบทความนี้ขอนำเสนอเรื่อง “7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี”
                C ที่ 1 Clear ชัดเจน การสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการพูด การเขียน จะต้องเป็นการสื่อสารที่มีความชัดเจน เรียบง่าย เมื่อสื่อสารออกไปแล้ว ผู้รับสารต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเช่นเดียวกับผู้ส่งสาร
                C ที่ 2 Concise มีความกระชับ การสื่อสารที่ดีไม่จำเป็นจะต้อง เขียนหรือพูด ยาวๆหรือต้องปริมาณมากๆ แต่การสื่อสารที่ดี ไม่ว่าการพูดหรือการเขียน ควรพูดหรือเขียนให้มีความสั้นกระชับ
                C ที่ 3 Correct  มีความถูกต้อง เป็นสิ่งที่ผู้ส่งสารควรพิจารณา และตรวจสอบก่อนที่จะส่งสารออกไป ว่าสารที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารออกไป เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องชัดเจนหรือไม่  หากไม่ถูกต้องควรแก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งสารออกไป
                C ที่ 4 Courteous มีความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร สารที่ส่งออกไปควรเป็นไปด้วยความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร ไม่มากไปหรือน้อยเกินไป ทั้งนี้การสื่อสารเป็นทั้ง ศาสตร์คือเรียนรู้ได้ และเป็นทั้งศิลป์ กล่าวคือ ประยุกต์ใช้ได้ ผู้ส่งจึงต้องรู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์และต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้รับสาร
                C  ที่ 5 Concrete สื่อให้มีความสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ดีควรสื่อไปในลักษณะการสร้างสรรค์มากกว่าการทำลายกัน เพราะการสื่อสารในด้านบวกมักจะทำให้ผู้รับสารชื่นชอบมากกว่า การส่งข่าวสารออกไปในด้านลบ
                C  ที่ 6  Consider พิจารณาว่าการสื่อสารนั้นสามารถเป็นที่เชื่อถือสำหรับผู้รับสารหรือทำให้ผู้ รับสารคล้ายตามด้วยหรือไม่ เพราะการสื่อสารหากต้องการได้รับความร่วมมือจากผู้รับสาร สารที่ส่งออกไปและผู้ส่งจะต้องทำให้ผู้รับสารเชื่อถือ ยอมรับเสียก่อน
                C ที่ 7  Complete มีความสมบูรณ์ครบถ้วน การสื่อสารที่ดี  สารที่ส่งควรมีความครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน ที่จะส่งออกไปยังผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ส่งควรต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด
                สำหรับการนำเสนอ ผู้ส่งสารควรนำเสนอด้วยบุคลิกภาพดังนี้
  1. ใช้ท่าทางประกอบการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ
  2. มีการยืนและนั่ง อย่างสง่า อย่างเชื่อมั่นในตนเอง
  3. น้ำเสียงมีความชัดเจน แจ่มใส
  4. สีหน้า ใบหน้า ต้องแสดงให้มีความเหมาะสมกับเรื่องที่พูด
  5. การแสดงบุคลิกควรแสดงให้มีความกระตือรือร้น
ทั้งนี้ การสื่อสารที่ดี เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลปะ กล่าวคือ เป็นศาสตร์ ท่านสามารถเรียนรู้ เข้ารับการอบรมได้
อ่านหนังสือได้ และเป็นทั้ง ศิลปะ กล่าวคือ ท่านสามารถประยุกต์หรือนำไปใช้ได้ ซึ่งแต่ละคนอาจมีความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้แล้วแต่ สถานการณ์ การรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง เงื่อนเวลา สถานที่  ความต้องการของผู้รับสาร เป็นต้น

กฎแห่งความสำเร็จ

กฎแห่งความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะต้องมีหลักการหรือมีกฎเกณฑ์ประจำตัวบางอย่าง ซึ่งหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ ที่แต่ละคนยึดถือคงมีแตกต่างกันไป แต่ก็มีอยู่หลายๆ กฎที่บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จยึดเหมือนกัน ก็มีอยู่หลายกฎเกณฑ์ เช่น
                1.การวางเป้าหมาย หากว่าท่านผู้อ่านลองสังเกตบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เขามักมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต หรือหากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ การวางเป้าหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือเหล่านั้นได้กล่าวถึง ไม่ว่าหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ หนังสือของเดล คาร์เนกี้ หนังสือของ Anthony เป็นต้น
                2.ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง บุคคลที่มีความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายแต่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง สู้คนที่มีความบกพร่องพิการแต่มีความเชื่อมั่นในตนเองไม่ได้ ซึ่งความเชื่อมั่นท่านสามารถพิชิตได้ เคยมีนักปราชญ์กล่าวว่า วิธีการสร้างความเชื่อมั่นง่ายนิดเดียวคือ “ จงทำในสิ่งที่ท่านกลัว แล้วเมื่อนั้นความกลัวในสิ่งนั้นก็จะตายจากท่านไป”  ดังนั้น เมื่อกลัวสิ่งไหนก็ขอให้เราเข้าหาสิ่งนั้น ท่านก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมา
                3.นิสัยการทำงานเกินเงินเดือน คนที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก มักทำงานมากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป เพราะการทำงานมากกว่าคนอื่น บุคคลคนนั้นก็จะมีโอกาสเรียนรู้งานมากกว่าคนอื่น  การทำงานมากกว่าเงินเดือน เป็น “ กฎแห่งการตอบแทนทวีคูณ” และเป็นนิสัยของบุคคลที่ประสบความสำเร็จฝึกปฏิบัติ
                4.ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการเป็นผู้นำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก มักเป็นคนที่มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์  มีความกล้าในการเป็นผู้นำของตนเองและผู้อื่น บุคคลเหล่านี้มักเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลก หรือเป็นบุคคลที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับโลก ดังเช่น สตีฟ จอบส์ , บิล เกตส์ เป็นต้น
                5.นิสัยประหยัดอดออม บุคคลที่ประสบความสำเร็จหรือบุคคลที่เป็นมหาเศรษฐี มักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดอดออม ซึ่งแตกต่างกับนิสัยสุรุ่ยสุร่าย ทำให้เกิดหนี้สิน ทำให้เกิดการสูญเปล่า การสร้างนิสัยประหยัดอดออม จะทำให้ท่านหนีพ้นจากชีวิตการทำงานหนัก และชีวิตการทำงานที่ไร้อิสรภาพ อันเนื่องจากท่านมีเงินสะสมในการดำเนินชีวิตในอนาคต อีกทั้งไม่มีหนี้สินให้เกิดการผ่อนชำระอีกด้วย
                6.ความล้มเหลว ในที่นี้หมายถึง ความพ่ายแพ้ชั่วคราว บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ชั่วคราว มาก่อน ฉะนั้นจงอย่ากลัวความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ
                7.บุคลิกภาพที่ดี  บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักมีบุคลิกภาพที่ดี การมีบุคลิกภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องแต่งกายหรือมีเครื่องใช้ราคาแพง แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นที่ประทับใจของผู้คน ที่ได้พูดคุยหรือสัมผัสด้วย
                8.ความมุ่งมั่นจดจ่อที่เป้าหมาย คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่จดจ่อกับเป้าหมาย ทำอะไรทำจริง ไม่เป็นคนที่ทิ้งกลางคัน แต่เขาจะคิดถึง เป้าหมายทุกลมหายใจ
                กฎแห่งความสำเร็จ ในโลกนี้อาจจะมีมากกว่านี้ แต่กฎข้างต้นนี้ เป็น กฎที่ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ได้ใช้และปฏิบัติกัน และหากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติ ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้

ความสำคัญในการเป็นนักพูด

ความสำคัญในการเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                1.บุคคลที่พูดเก่ง มักเป็นที่นิยมของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งบุคคลผู้นั้นจะต้องได้รับการฝึกฝน ให้มีคำพูดที่ครบเครื่อง เช่น มีวาทศิลป์ มีอารมณ์ขัน มีหลักวิชาการ มีการอ้างอิง มีเหตุผล มีท่าทางที่สง่า มีน้ำเสียงที่ชวนฟัง รวมถึงบุคลิกภาพ ฯลฯ
                2.การเป็นนักพูดจะทำให้เป็นนักค้นคว้า นักวิจารณ์ นักวิเคราะห์ นักคิด นักสังเกต สิ่งเหล่านี้จะทำให้ช่วยเพิ่มพูนปัญญาบารมีและสามารถนำไปใช้ในการพูดได้อีก ด้วย
                3.ทำให้เกิดความทะเยอทะยานอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเป็นที่รู้จักของผู้อื่น เมื่อต้องการเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้เกิดการปรับปรุงตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ การพูด ท่าทาง การเพิ่มระดับการศึกษา
                4.ทำให้เป็นผู้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เมื่อมีปัญหาก็สามารถตอบโต้ได้โดยทันที ไม่ต้องใช้เวลาคิดที่นาน และจะสามารถหาทางออกของปัญหาได้อย่างถูกต้อง
                5.การพูดเก่ง ยังทำให้ท่านได้มีตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางด้านการเมือง  ตำแหน่งทางด้านวิชาการ ตำแหน่งในงานบริหารงาน ดังบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศและต่างประเทศ เช่น ฮิตเล่อร์ มุสโสลินี ลินคอล์น นายควง อภัยวงศ์ นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น
                6.การพูดเก่ง ทำให้ท่านสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น เช่น นักขายหากได้มีการฝึกฝนการพูดก็จะทำให้ท่านขายสินค้าได้ดีขึ้น
                7.ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น การพูดเก่ง การพูดเป็น มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน ทำให้ผู้คนอยากรู้จัก อยากให้ความช่วยเหลือ
                ดังนั้น เมื่อท่านทราบความสำคัญของการเป็นนักพูดแล้ว ท่านเองก็สามารถเป็นนักพูดที่ดีได้ เพียงแต่ท่านต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า มีเป้าหมาย มีการฝึกฝน มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะความสามารถในด้านการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าวิชาการที่หลายหลากจาก ตำรับตำรา บุคคลที่พูดเก่งจึงเป็นบุคคลที่สามารถก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จได้เร็วกว่าคน ที่พูดไม่เก่ง พูดไม่เป็น

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                อิทธิบาท 4  คือ อะไร อิทธิบาท 4 คือ หลักคำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน การเรียน การดำเนินชีวิตได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งความต้องการในการเป็นนักพูด หลักอิทธิบาท 4 มีดังนี้
                1.ฉันทะ ได้แก่ความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นสิ่งใด ก็ตามที่ตนเองต้องการจะเป็น เช่น หากท่านอยากเป็นนักพูด ท่านจะต้องมี ฉันทะ คือ มีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าเสียก่อนในความอยากเป็นนักพูด และหากจะให้ดี ควรหาแบบอย่างว่าตนเองต้องการเป็นนักพูดแบบใครหรือใครคือต้นแบบ ก็จะทำให้ท่านได้แนวทางมากขึ้น เช่น บางคนอยากเป็นนักพูดทางการเมืองแบบคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านก็ควรนำเทปหรือคำพูดคุณสมัคร สุนทรเวช มาศึกษามาเรียนรู้บ่อยๆ หรือ หากท่านต้องการเป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ เหมือนอาจารย์นักพูด (อ.จตุพล,อ.สุขุม,อ.สุรวงค์,อ.ถาวร ฯลฯ) ท่านก็ควรหา VCD ขอนักพูดเหล่านี้มาฟังมากๆ บ่อยๆ ก็จะทำให้ท่านมีไฟมีความปรารถนาเพิ่มมากขึ้น
                2.วิริยะ ได้แก่ความพยายามพากเพียร บากบั่น อดทนในการฝึกซ้อม ในการศึกษาเรียนรู้ การฝึกฝน ในการเป็นนักพูด ต้องมีการฝึกซ้อมหลายเวที บางเวทีอาจประสบความสำเร็จ บางเวทีอาจล้มเหลว ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดจึงต้องมี วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ดังตัวอย่างเช่น “เดมอส เทนิส” นักพูดชื่อดังในอดีต ท่านถูกหัวเราะถูกด่า จากสภาในการพูดในรัฐสภาว่าเป็น คนพูดที่ขาดซึ่งวาทศิลป์ มีการใช้ท่าทางประกอบที่น่าเกลียด ซึ่งสร้างความอัปยศอดสูแก่ตัวท่านและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่าน “เดมอส เทนิส” ไม่ยอมแพ้ ท่านได้ใช้ วิริยะ คือความพากเพียร ท่านไปเก็บตัวเงียบ แล้วฝึกซ้อมอยู่ริมชายทะเลอยู่ตามลำพัง โดยการอ่านสำนวนโวหารดังๆบ้าง โดยการฝึกพูดด้วยตนเองบ้าง จนในที่สุด เขาถูกรัฐสภาปรบมือให้เกียรติในการพูดของเขา เป็นต้น
                3.จิตตะ ได้แก่ จิตใจจดจ่อ เอาใจใส่ต่อเป้าหมายที่วางเอาไว้  บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดบางท่าน จดจ่อถึงขนาดนอนหลับฝันว่าตนเองกำลังพูดบนเวที หรือบางคนใช้จินตนาการว่าตนเองกำลังไปพูดบนเวทีใหญ่เลยก็มี และที่สำคัญที่สุด ท่านจะต้องมีการฝึกพูดด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงในหนึ่งวันหรือ 24 ชั่วโมง ท่านจำเป็นจะต้อง แสวงหาความรู้ แสวงหาข้อมูล และต้องมีการเตรียมตัว ต้องมีการฝึกซ้อมอยู่เสมอๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญแคล่วคล่องในการนำไปพูดจริง โดยไม่ต้องมีการคิดให้มากนักในเวลาพูด
                4.วิมังสา ได้แก่ การหมั่นพิจารณาไตร่ตรอง ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังฝึกฝนหรือกระทำลงไป
ว่าควรแก้ไขปรับปรุง พัฒนาอย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการเป็นนักพูดของตนเอง ซึ่งหากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับต่ำแค่เป็นนักพูดใน ระดับหมู่บ้าน ท่านก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไข พัฒนาง่ายหน่อย แต่หากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับประเทศ แน่นอนการแก้ไขปรับปรุงการพูดของท่านก็คงต้องมีการทุ่มเท พัฒนา ปรับปรุงตนเองอย่างหนักหนาและจริงจังตามไปด้วย
                อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ควรนำไปใช้ในการเป็นนักพูด และหลักการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดทุกระดับ
ข้อสำคัญก็คือ หากว่าเกิดความผิดพลาด ผิดหวัง ท้อแท้ ขอให้ท่านอย่าได้ ท้อถอย ขอให้คิดเสียว่า “ คนที่ไม่ได้ทำผิดพลาดอะไรเลย ก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนั่นเอง” (Do no wrong is do noting)

กฎแห่งความสำเร็จ (กฎแห่งแรงดึงดูด)

กฎแห่งความสำเร็จ(กฎแห่งแรงดึงดูด)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                กฎแห่งความสำเร็จมีหลากหลายกฎ แต่กฎแห่งแรงดึงดูด เป็นกฎหนึ่งที่บุคคลที่ประสบความสำเร็จใช้เป็นวิธีการ ใช้เป็นเครื่องมือ นำทางไปไปสู่ความสำเร็จ กฎแห่งแรงดึงดูด ก็คล้ายๆกับกฎทั่วไปเช่นเดียวกับ กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
                ซึ่งกฎแห่งแรงดึงดูด มีลักษณะคือ สิ่งใดที่เราคิดอยู่เสมอ ฝันอยู่เสมอ หมกมุ่นอยู่เสมอ มันก็มักจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตเราและเป็นความจริงในที่สุด
                เราสามารถพัฒนากฎแห่งแรงดึงดูดมาใช้โดย
1.ท่านต้องหาเป้าหมายหรือหาความฝันหรือค้นหาในสิ่งที่ตนเองต้องการให้เจอ เสียก่อน เช่น ท่านอยากเป็นนักเขียน ท่านอยากเป็นนักร้อง ท่านอยากเป็นนักแสดง ท่านอยากเป็นผู้สื่อข่าว ฯลฯ
2.ท่านจงเขียนมันลงไป ไบรอัน เทรซี่ นักวิชาการ วิทยากร นักบริหาร ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า จากการสอนวิชาเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จ ปรากฏว่าเขาให้ผู้เข้ารับการอบรมเขียนเป้าหมาย เขียนความฝัน เขียนสิ่งที่ต้องการ แล้ววางแผนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยการเขียนไปในกระดาษผลปรากฏว่า ผู้เข้ารับอบรม ที่เขียนเขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งถึงสองปี แล้วนำสิ่งที่เขียนมาดู จะปรากฏว่า สิ่งต่างๆที่ได้เขียน มีการเกิดขึ้นเป็นความจริงมากกว่า ผู้เข้ารับการอบรมที่ไม่ได้เขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ ลงไปในกระดาษ
3.ท่านต้องจดจ่อต่อเป้าหมาย จะทำให้ท่านเกิดวิธีการขึ้นมาเอง การจดจ่อต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านเกิดกำลังใจในการทำงาน เกิดการไม่ท้อแท้ ท้อถอยต่ออุปสรรค การจดจ่อ ต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านไปถึงฝั่งได้อย่างรวดเร็วมากกว่าคนที่ไม่จดจ่อต่อ เป้าหมาย และยิ่งถ้าใครสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายตามไปด้วยก็ยิ่งดี  หนทางที่ดีควรจินตนาการก่อนนอนเพราะช่วงนี้ จิตใต้สำนึกจะรับภาพสิ่งที่เราจินตนาการได้มากกว่าช่วงอื่นๆ ในการดำเนินชีวิต
4.ท่านต้องเริ่มลงมือทำ “ ระยะทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก”  การเริ่มก้าวแรกเป็นสิ่งที่ยากในการทำใจหรือการทำ แต่เมื่อท่านได้เริ่มต้นแล้ว โอกาสที่จะเดินก้าวที่สองย่อมง่ายขึ้นกว่าการเดินก้าวแรก
5.ท่านต้องมีความสม่ำเสมอในการทำงานไปสู่เป้าหมาย จงทำงานให้มากขึ้น แต่ต้องทำงานอย่างฉลาด ต้องทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย การทำงานที่ฉลาด ท่านต้องเลือกงานที่มีความสำคัญก่อน ส่วนงานที่ไม่สำคัญ ท่านสามารถให้คนอื่นช่วยทำงานก็ได้เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของท่าน
6.ท่านจงใช้เวลาในทุกๆวัน ในการประเมินตนเอง ว่าสิ่งที่ท่านทำในทุกๆวัน มีการพัฒนาไปขนาดไหนแล้ว มีอะไรที่ผิดพลาด อะไรที่ท่านต้องพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะช่วยให้ท่านทำงานได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น
                จากข้อความข้างต้นนี้ ท่านสามารถนำกฎแห่งแรงดึงดูดไปใช้ได้ เพียงแต่ท่านต้องไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วควรเริ่มฝึกลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง หากท่านลงมือทำอย่างจริงจังกระผมเชื่อแน่ว่า กฎแห่งแรงดึงดูดก็จะนำท่านไปสู่เป้าหมายในชีวิตที่ท่านได้วางเอาไว้

ก้าวสุ่ประชาคมอาเซียน

ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ประชาคมอาเซียน คือ ASEAN COMMUNITY เป็นการรวมตัวกันภายในประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
เราต้องยอมรับว่า โลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกัน และประเทศต่างๆก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจากประเทศอื่นๆ
                ประเทศไทยเราเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่น ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยเราส่งออกสินค้าต่างๆออกนอกประเทศ การลดภาษีนำเข้าต่างๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบโดยตรง แต่การลดภาษีก็มีข้อดีกล่าวคือ ทำให้ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
                การรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาเซียนทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากรวมตัวกันแล้ว เศรษฐกิจของประเทศ ASEAN จะคิดเป็น 3%  ของ GDP โลก ซึ่งก็นับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับ สหรัฐอเมริกา ที่คิดเป็น 27 %  ยุโรป คิดเป็น 19% จีน 9% อินเดีย 3% เป็นต้น
                การรวมตัวเป็นกลุ่มอาเซียนประเทศไทยเราเป็นประเทศเริ่มคิดในการร่วมกลุ่ม เป็น ASEAN โดยการทำการก่อตั้งขึ้นโดยทำปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งมีประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนคนไทยในปัจจุบันมีความสนใจในเรื่องอาเซียน น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน  และภายหลังมีประเทศ ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชาและบรูไน มาเพิ่มเติมภายหลัง
                อาเซียน สู่การเป็น ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งมีการกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ไทยเรามอบให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ ดูแล) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล)และประชาคมสังคมและ วัฒนธรรมอาเซียน(กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดูแล) ซึ่งความจริงแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงว่าจะจัดตั้งประชาคมอาเซียนใน ปี 2563 แต่ผู้นำในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงจัดตั้งให้เร็วยิ่งขึ้น ในปี 2558  ถึงแม้จะประสบปัญหาหลายอย่างก็ตาม เช่น อาเซียนกับปัญหาพม่า เราต้องยอมรับว่า ปัญหาพม่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ตัวอย่างเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากับพรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี จนเกิดการนองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2003 ทำให้เกิดแรงกดดันจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ เป็นต้น
                สาเหตุที่ต้องรีบจัดตั้ง เนื่องจาก ประเทศจีนและประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน ทำให้ต้องมีการรีบจัดตั้งให้ไวยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สมาชิกในอาเซียนต้องมีข้อตกลงกัน ทำกฎบัตรอาเซียน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2007 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเนื้อหาของกฏบัตรอาเซียนประกอบด้วย เป้าหมาย หลักการ โครงสร้างองค์กร กระบวนการตัดสินใจ กลไกระงับข้อพิพาท กฎหมาย เอกสิทธิและความคุ้มกัน
                ด้านผลกระทบทางด้านการตลาดและฐานการผลิตร่วม คือ การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี,การเคลื่อนย้ายบริการอย่างเสรี,การเคลื่อน ย้ายการลงทุนอย่างเสรีมากขึ้น,การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้นและการ เคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี(พยาบาล,บัญชี,วิศวกรรม,สถาปัตยกรรม,การ สำรวจ,แพทย์และ ทันตแพทย์ สำหรับการออกใบอนุญาตงต้องมีองค์กรที่อยู่ตรงกลางคอยออกกฏระเบียบเพื่อใช้ใน การประกอบอาชีพภายในกลุ่มอาเซียน)
                สำหรับผลประโยชน์ในการรวมกลุ่มมีมากมายเช่น ตลาดใหญ่ขึ้น , มีการลงทุนมากขึ้นซึ่งมีประโยชน์ต่อธุรกิจ SME  ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น ,  ทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้น ,การจัดการด้านแรงงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น,ทำให้ตลาดผู้บริโภคมีทางเลือก มากขึ้น, ทำให้ภูมิภาคในอาเซียนมีความดึงดูด การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น ฯลฯ
                ท้ายนี้ กระผมขอฝากแง่คิดของ Strobe Talbott  ที่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องโลกาภิวัตน์ว่า “โลกาภิวัตน์โดยตัวของมันเองมิได้เป็นปรากฏการณ์ทั้งในทางลบหรือในทางบวก แต่มันเป็นสภาพความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่...ฉะนั้นประเด็นจึงมิใช่อยู่ที่ ว่าเราควรจะสนับสนุนหรือต่อต้านโลกาภิวัตน์ แต่อยู่ที่ว่าเราควรจะสนองตอบสภาพความจริงนี้อย่างไรและเราควรจัดการกับโลกา ภิวัตน์และผลกระทบของมันอย่างไรมากกว่า”       

การฝึกทักษะการเขียน

การฝึกทักษะการเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การฝึกการเขียนก็เหมือนกับการฝึกทักษะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การว่ายน้ำ การวิ่ง การเล่นฟุตบอล การพูดต่อหน้าที่ชุมชน ฯลฯ
                การจะฝึกการเขียนได้นั้น ก็ต่อเมื่อคุณนั่งแล้วลงมือเขียน เขียน เขียน มากกว่าการที่คุณจะมัวแต่นั่งอ่าน อ่าน อ่าน ถึงแม้หนังสือที่คุณอ่านนั้นจะเป็นหนังสือที่สอนให้คุณเป็นนักเขียนก็ตาม หนังสือเหล่านั้นอาจจะช่วยเพียงแต่บอกเทคนิค วิธีการ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณต้องนั่งเขียน เขียนและเขียน นั้นเอง
                คุณต้องนั่งเขียนทุกๆวัน  หากเป็นไปได้ คุณควรฝึกการเขียนในรูปแบบต่างๆ เช่น ฝึกเขียนโดยไม่หยุดไม่ต่ำกว่าระหว่าง 3-7  นาที การเขียนแบบไม่หยุดจะทำให้ใช้สมอง ความคิดและมือทำงานอย่างเต็มที่
และในยุคปัจจุบัน หากคุณยังไม่สามารถพิมพ์งานเขียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ คุณก็จงฝึกเสีย หากเป็นไปได้คุณต้องฝึกพิมพ์แบบสัมผัสได้ด้วย ก็จะทำให้คุณสามารถทำงานได้ไวยิ่งขึ้น ดังนั้น จงหาโปรแกรมเกี่ยวกับการฝึกพิมพ์แบบสัมผัสซึ่งมีขายในท้องตลาดราคาถูก เพราะมันจะทำให้คุณสามารถใช้หรือเป็นเครื่องมือช่วยคุณตลอดชีวิตของการเป็น นักเขียน
                หากว่าคุณ คิด พิมพ์แบบสัมผัสได้ไว หากคุณพิมพ์โดยไม่หยุดวันละ 3-7 นาที คุณก็จะได้งานเขียนวันละ 5-15 บรรทัด ถ้าคุณทำทุกวันติดต่อกัน 1 เดือน คุณก็จะได้งานเขียน 150-450 บรรทัด และถ้าหากว่าคุณทำทุกวันติดต่อกัน 1 ปี หรือ  365  วัน  คุณก็จะได้งานเขียนถึง 1,825-5,475 บรรทัด สรุป ว่าหากคุณทำทุกวันติดต่อกันหนึ่งปี คุณจะได้หนังสือเล่มโต 1 เล่ม เลยทีเดียว
การเขียนเรื่องยากให้อ่านง่าย เป็นหัวใจของการเป็นนักเขียน ซึ่ง บุคคลนั้นต้อง เป็นคนที่สามารถเลือกใช้คำได้เก่ง เลือกคำให้เห็นเป็นภาพ ซึ่งเราสามารถฝึกโดยการเขียนเพื่ออธิบายภาพ การตอบคำถามแบบไหนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน
 ระยะทางหมื่นลี้ ย่อมเริ่มต้นจากก้าวแรก การฝึกการเขียนเป็นเรื่องลำบากใจไม่ใช่น้อยในการเริ่มต้น มันเหมือนกับการยกของหนัก ซึ่งต้องออกแรงมาก แต่เมื่อเราออกแรงจนยกของนั้นได้สำเร็จแล้ว ถ้าหากเราจะยกของชิ้นนั้นอีกรอบ หรือหลายรอบเราก็สามารถยกได้ใหม่ ฉะนั้น คนที่ต้องการฝึกเป็นนักเขียนจึงต้องออกแรงไม่ว่า การให้เวลากับมัน การใช้ความคิด การอ่านหนังสือ การฝึกเขียน ให้มากๆในช่วงแรกๆ
พรสวรรค์หรือพรแสวง ผมเองเกิดมาก็ไม่ได้เขียนได้มาตั้งแต่เกิด แต่มาหัดเขียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ดังนั้นในส่วนตัวกระผม เชื่อว่า การเป็นนักเขียนท่านสามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยการฝึกฝน การศึกษา อบรม เรียนรู้และพัฒนางานเขียนของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง งานเขียนของท่านจึงจะก้าวหน้า
จงตั้งหัวข้อที่ท่านมีความถนัดแล้วเริ่มเขียน เขียน และเขียน หัวข้อละ 1 กระดาษ A4 อย่ามัวแต่คิดแต่ไม่ทำ หากเป็นไปได้จงเขียนเรื่องเกี่ยวกับ แรงบันดาลใจ เรื่องที่มันสร้างสรรค์และเรื่องที่สามารถเปลี่ยนทิศทางสังคมให้ไปในทางที่ ดีขึ้น
สุดท้ายเรื่องที่สำคัญที่อยากจะฝากท่านผู้อ่านที่อยากจะฝึกหัดทักษะด้าน การเขียน จงอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนและส่วนใหญ่มักจะได้รับ เช่นนักเขียนในอดีตหลายๆคน นำผลงานการเขียนของตนเองไปเสนอสำนักพิมพ์ แต่ก็ถูกปฏิเสธ บางคนถูกต่อว่า ว่างานเขียนออกมาไม่ดี แต่ในที่สุดหากว่าท่านไม่ยอมแพ้ ท่านก็จะได้รับชัยชนะ